ผลตอบแทนของกองทุนรวม

การซื้อกองทุนเราจะได้ผลตอบแทนอย่างไร? การลงทุนในกองทุนรวมนั้นเราจะได้ผลตอบแทนในสองรูปแบบดังนี้

jumbo jili

ผลตอบแทนจากการขายทำกำไร นั่นคือเมื่อกองทุนของเรามีราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้น เช่น ตอนซื้อซื้อมาในราคา 10 บาทต่อหน่วย เวลาผ่านไป ผลการดำเนินการเป็นไปด้วยดี ราคาต่อหน่วยก็สูงขึ้นตาม ขึ้นไปที่ราคา 13 บาทต่อหน่วย หากเราขายเราก็จะได้กำไรจากส่วนต่างราคานี้ ซึ่งอาจมีค่าธรรมเนียมการขายบ้างเล็กน้อย เป็นต้น
ผลตอบแทนในรูปเงินปันผล กองทุนบางกองอาจมีนโยบายการจ่ายปันผล นั่นคือเมื่อผลการดำเนินงานมีกำไร ก็อาจตัดสินใจแบ่งส่วนกำไรนั้นจ่ายออกมาให้แก่ผู้ถือหน่วย ซึ่งจะทำให้เรามีกระแสเงินสดบ้างแม้ยังไม่ได้ขายกองทุนนั้นๆ แต่ๆๆการปันผลก็จะทำให้ราคาหน่วยลงทุนเราลดลงเช่นกัน เพราะถ้าไม่ได้จ่ายกำไรออกมา กำไรก็จะไปรวมอยู่ในราคาหน่วยให้งอกเงยขึ้นไปนั่นเอง รายละเอียดของราคาหน่วยลงทุนจะกล่าวในหัวข้อถัดๆไป

สล็อต

NAV คืออะไร?
Net Asset Value (NAV) คือมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่กองทุนนั้นๆถืออยู่ ดังนั้นเมื่อเอามาหารด้วยจำนวนหน่วยลงทุน ก็จะได้ราคาต่อหน่วยหรือราคาต่อ NAV อย่างไรก็ตามนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะพูดคำว่า NAV เสมือนเป็น NAV ต่อหน่วย เช่น เวลานักลงทุนบ่นๆกันว่า NAV ลง เขาก็มักจะหมายถึงราคาต่อหน่วยที่ลดลง เป็นต้น ส่วนการคำนวณนั้น ทางบลจ.จะคำนวณโดยใช้ราคาปิดของสินทรัพย์ตอนสิ้นวันและประกาศในช่วงดึกๆหรือเช้าวันรุ่งขึ้น
แม้ว่าราคา NAV จะเป็นราคาอ้างอิงของกองทุน แต่การซื้อการขายนั้นโดยมากมีค่าธรรมเนียมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งทางกองทุนจะคิดรวมลงไปในราคาที่ใช้ซื้อขายเลย ทำให้มีราคาอ้างอิงดังต่อไปนี้

สล็อตออนไลน์

ราคาเสนอขาย คือราคาที่ขายให้แก่นักลงทุน โดยใช้ราคา NAV บวกด้วยค่าธรรมเนียม เช่น หากราคา NAV อยู่ที่ 10 บาท และมีค่าธรรมเนียมการขาย 1% เราจะต้องซื้อที่ราคาต่อหน่วย 10.1 บาท เป็นต้น ซื้อปุ๊บ ขาดทุนปั๊บ ต้องรอให้กองทุนงอกเงยก่อน ^^
ราคารับซื้อคืน คือราคาที่กองทุนรับซื้อคืนจากเรา โดยใช้ราคา NAV หักด้วยค่าธรรมเนียมออก เช่น หากราคา NAV อยู่ที่ 10 บาท และมีค่าธรรมเนียมรับซื้อคืน 1% เราจะขายคืนได้ในราคาต่อหน่วยที่ 9.9 บาท เป็นต้น ก่อนขายอย่าลืมตรวจสอบตรงนี้ด้วย เดี๋ยวกำไรไม่เข้าเป้า ^^
ไม่ใช่ว่าทุกกองทุนจะคิดค่าธรรมเนียมทั้งการซื้อและการขาย โดยมากจะคิดแค่ฝั่งเดียว และค่าธรรมเนียมก็ถูกแพงต่างกันไปตามแต่ละบลจ.และแต่ละกองทุนด้วย ส่วนรายละเอียดเขาจะเขียนไว้ในหนังสือชี้ชวน (บางกองทุนมีค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มอีก!!! เพราะฉะนั้นอย่าลืมบวกส่วนนี้ลงไปด้วย ถ้าเอาชัวร์อย่าคำนวณเอง เอาราคาเสนอขายและราคารับซื้อคืนที่ประกาศเป็นหลัก เพราะเป็นราคาที่รวมทุกอย่างแล้ว) สำหรับการสั่งซื้อนั้นเราสามารถระบุเป็นจำนวนเงินได้เลย เช่น ซื้อ 5000 บาท เดี๋ยวเขาจะคำนวณให้เองว่า เราได้ทั้งหมดกี่หน่วย ส่วนการขายคืนเราสามารถระบุได้ว่าจะขายเป็นหน่วยหรือเป็นจำนวนตัวเงิน ไม่ยุ่งยากเลยครับ

ประเภทของกองทุนรวม
ในหัวข้อนี้เรามาดูประเภทของกองทุนรวมกันบ้าง โดยแบ่งประเภทตามสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นๆไปลงทุน ซึ่งมีหลักๆดังต่อไปนี้

jumboslot

กองทุนรวมตราสารแห่งทุน (Equity Fund) คือกองทุนรวมที่ไปลงทุนในหุ้น หรือเรียกง่ายๆว่ากองทุนหุ้นก็ได้ ซึ่งกองทุนหุ้นนี้จะลงทุนในหุ้นไม่ต่ำกว่า 65% ในรอบบัญชี สรุปคือเน้นลงทุนในหุ้นเป็นส่วนใหญ่ บางช่วงที่หุ้นดีๆก็อาจลงเต็มร้อย บางช่วงที่หุ้นไม่ดีก็อาจลงน้อยหน่อย แต่โดยเฉลี่ยแล้วไม่ต่ำกว่า 65% นั่นเอง สำหรับเงินที่เหลือเขาก็อาจเอาไปลงในเงินฝากหรือพันฐบัตรรัฐบาลเพื่อหาดอกผลก็เป็นได้ ส่วนกองทุนนั้นจะลงทุนในหุ้นสไตล์ไหนก็แล้วแต่ผู้จัดการกองทุนเลย ซึ่งจะมีบอกไว้ในหนังสือชี้ชวน เช่น กองทุนหุ้น Mid/Small Cap ก็จะลงทุนในหุ้นที่มีขนาดกิจการไม่ใหญ่มาก เพราะหุ้นเหล่านี้มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เป็นต้น กองทุนหุ้นจะมีความเสี่ยงและความผันผวนมาก ก็ตามตลาดหุ้นนั่นแหละ เวลาขึ้นก็ดีใจ เวลาลงก็ลงกันให้หน้ามืดเลย
กองทุนรวมตราสารหนี้ (Fixed Income Fund) คือกองทุนรวมที่ไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้เอกชนหรืออื่นๆที่เทียบเท่า กองทุนตราสารหนี้ยังมีแบ่งออกเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวอีก ซึ่งก็คือระยะเวลาของพันธบัตรนั่นเอง ในทางปฏิบัติพันธบัตรที่มีระยะเวลานานก็จะได้ดอกเบี้ยที่สูงกว่า ก็เหมือนกับเงินฝากนั่นแหละ ยิ่งฝากนานดอกเบี้ยก็ยิ่งสูง นอกจากนี้หากลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนที่มีชื่อเสียงน้อยหน่อย อันดับเครดิตน้อย ก็มักจะได้ดอกที่สูงกว่าเพื่อจูงใจ หน้าที่ของผู้จัดการกองทุนก็จะต้องไปคัดเลือกและบริหารแทนเรา (ก็เขาเก็บค่าบริหารด้วยนะ ไม่ได้ทำให้ฟรี) ดังนั้นในทางทฤษฏีการลงทุนในกองตราสารหนี้ระยะยาวจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าแบบระยะสั้น และกองตราสารหนี้ก็มีความเสี่ยงที่ต่ำและต่ำมากเมื่อเทียบกับกองทุนหุ้น แต่ผลตอบแทนก็น้อย ให้มากกว่าการฝากเงินธนาคารนิดหน่อยเท่านั้นเอง อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจนึกว่ากองตราสารหนี้นี้ราคา NAV ไม่น่าจะมีลดลง ผิดแล้วครับ บางวันก็ลงครับ อ่าว ไม่ใช่รับดอกเบี้ยไปเรื่อยๆหรือ ไม่ใช่ครับ เวลาเขาคิดราคา NAV สิ้นวัน เขาเอาราคาพันธบัตรมาคิด ซึ่งเจ้าราคาพันธบัตรที่กองทุนซื้อมาแล้วนั้น ราคาขายต่อมันขึ้นลงกันได้ เพราะเกิดอัตราดอกเบี้ยที่จะใช้ใหม่ในอนาคตดันขึ้น ราคาพันธบัตรเราก็ตกทันที แต่ในทางกลับกันหากดอกเบี้ยเป็นขาลง ราคาพันธบัตรที่เราถือก็ได้ราคาขายต่อดีขึ้น สรุปแล้วราคา NAV มันมีโอกาสลดลงได้ แต่โดยรวมๆแล้วเมื่อเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง เช่น 3 เดือนขึ้นไป ลงทุนกองตราสารหนี้ก็ไม่ขาดทุนหรอก เพราะ NAV มันขึ้นมากกว่าลงครับ อ่อ และกองตราสารหนี้สั้นกลางก็จะมีความผันผวนน้อยกว่ากองระยะยาวนะครับ จะซื้ออะไรก็ต้องเลือกให้เหมาะสม

slot

เพิ่มเติม อย่างนี้ซื้อพันธบัตรถือเองไม่ดีกว่าหรือ รับดอกเบี้ยสบายใจ ถือจนครบสัญญา? การซื้อกองทุนตราสารหนี้นั้นให้สภาพคล่องที่ดีกว่ามากครับ เพราะวันใดอยากใช้เงิน อยากเอาเงินไปทำอย่างอื่น แค่สั่งขายพรุ่งนี้ก็รอรับเงินได้แล้วครับ ลองเทียบกับพันธบัตรระยะ 10 ปีดู อือหือ รอไปอีกสิบปีก่อนนะ เอาจริงๆพันธบัตรก็ขายได้ แต่ขายยากหน่อยนะครับ ยิ่งถ้าซื้อน้อยๆยิ่งขายเปลี่ยนมือยากครับ
เพิ่มเติม 2 ตราสารหนี้รัฐบาลเราเรียกว่า พันธบัตร ส่วนตราสารหนี้เอกชนเราเรียกหุ้นกู้ เรียกรวมๆก็คือตราสารหนี้นั่นเอง
กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Maket Fund) คือกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น (สั้นมากกก คือต่ำว่า 1 ปี) ทำให้มีความผันผวนต่ำ แต่ผลตอบแทนก็ต่ำตามไปด้วย โดยมากสูงกว่าออมทรัพย์นิดหน่อย นักลงทุนจึงมักใช้กองตลาดเงินเพื่อพักเงินเป็นระยะเวลาสั้นๆ เช่น ขายหุ้นไปได้เงินมาก้อนหนึ่ง ตั้งใจจะไปซื้อบ้านในอีกสองเดือนข้างหน้า ก็อาจพักเงินไว้ในกองตลาดเงิน เป็นต้น ส่วนมากแล้วราคา NAV รายวันกองตลาดเงินจะไม่เห็นติดลบ เพราะฉะนั้นนักลงทุนจึงนิยมใช้เพื่อพักเงินที่คาดว่าจะใช้ในระยะเวลาสั้นๆ
กองทุนรวมผสม (Balanced Fund) คือกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนผสมระหว่างหุ้นกับตราสารหนี้ เช่น 70/30 เป็นต้น ส่วนกองทุนไหนจะผสมในสัดส่วนเท่าไหร่ก็แล้วแต่นโยบายเขาเลย ยิ่งมีสัดส่วนตราสารหนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความผันผวนน้อยลง แต่ไม่ใช่ไม่ขาดทุนเลยนะ เห็นลงไม่ต่างกันเล้ย เพราะตราสารหนี้ผลตอบแทนมันน้อย ไม่สามารถชดเชยการขาดทุนในหุ้นได้ครับ แค่ลงน้อยกว่ากองหุ้นเท่านั้นเอง
กองทุนรวมผสมแบบยึดหยุ่น (Flexible Portfolio Fund) คือกองทุนที่ไปลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ แต่ไม่กำหนดสัดส่วนตายตัว ทำให้ผู้จัดการกองทุนสามารถถือแต่ตราสารหนี้หรือหุ้นได้ 100% เลยทีเดียว ส่วนกองทุนที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ในรอบบัญชีต้องถือเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าที่ระบุไว้ในนโยบายครับ แต่กองแบบยืดหยุ่นนั้นไม่จำเป็น
กองทุนรวมต่างประเทศ (Foreign Investment Fund) คือกองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นหุ้นหรือตราสารหนี้ก็ได้ โดยมากทางบลจ.มักจะไปซื้อกองทุนในบริษัทต่างประเทศอีกที เพราะเรามีข้อมูลที่น้อยกว่าเขา ซึ่งกองทุนประเภทนี้เราจะเรียกย่อยว่าเป็นกองทุนแบบ Feeder Fund ดังนั้นการลงทุนใน Feeder Fund ก็ต้องไปดูผลงานและนโยบายกองแม่ที่เราไปลงทุนด้วย นอกจากนี้กองทุนรวมต่างประเทศยังรวมไปถึงกองทุนทางเลือกด้วย กล่าวคือไปลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่น เช่น น้ำมัน ทองคำ เป็นต้น
กองทุนเพื่อสิทธิทางภาษี LTF/RMF คือกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น แต่ว่าจะได้สิทธิ์ทางภาษี คือซื้อแล้วเอาไปลดหย่อนภาษีได้นั่นเอง กองทั่วไปใช้ลดภาษีไม่ได้ แต่กองเหล่านี้จะมีข้อบังคับที่ต้องไปศึกษาอีกที หลักๆคือโดนบังคับให้ถือห้ามขายก่อนเวลาที่กำหนด ขายก่อนโดนปรับและริบส่วนลดภาษีคืน