วิธีการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูง

เวลาที่นักลงทุนมือใหม่เริ่มต้นลงทุน พี่ทุยแนะนำให้เริ่มต้นที่การตั้งเป้าหมายทางการเงินก่อนเสมอ เราจะได้รู้ว่าเงินลงทุนในแต่ละก้อนเราสามารถลงทุนได้ยาวแค่ไหน ซึ่ง “ระยะเวลา” ถือว่าเป็นตัวแบ่งตัวหนึ่งที่มีประสิทธิภาพมาก ก่อนอื่นเลยพี่ทุยแนะนำว่าสำหรับการลงทุนให้ได้ “ผลตอบแทนสูง” 8-10% ต่อปีขึ้นไป จะต้องเป็นเป้าหมายการลงทุนระยะยาวอย่างการเกษียณอายุ หรือ แผนการศึกษาบุตร เท่านั้น

jumbo jili

เหตุผลก็เพราะว่า “ผลตอบแทนสูง” ที่มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารมาพร้อมความเสี่ยงเสมอ ขนาดฝากธนาคารยังมีความเสี่ยงเลย ซึ่งความเสี่ยงที่ว่านี้ คือ โอกาสที่ผลตอบแทนที่เราต้องการไม่เป็นไปอย่างที่คิด หรือสิ่งที่เลวร้ายที่สุด คือ เราจะขาดทุน ซึ่งโอกาสขาดทุนก็มีตั้งแต่ 0.1% ไปจนถึงสูญเงินทั้งก้อนนั่นแหละ เช่น ถ้าเราไปปล่อยกู้นอกระบบดอกเบี้ย 3% ต่อเดือน แน่นอนว่าผลตอบแทนดี ปีนึงมากกว่า 36% แต่โอกาสขาดทุนเงินทั้งหมดก็มีอยู่เหตุผลเดียว คือ ลูกหนี้ไม่เอาเงินมาคืน!

ไม่มีการลงทุนใดในโลกไม่มีความเสี่ยง ยิ่งต้องการ “ผลตอบแทนสูง” ขึ้น ย่อมมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
ถ้าใครมาชวนลงทุนแล้วบอกว่ามีการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนเท่านั้นเท่านี้ โดยผลตอบแทนมีการการันตีต่าง ๆ นานา ว่าให้มากกว่าการฝากธนาคาร พึงระลึกไว้เลยว่า มี ความเสี่ยงทั้งนั้น เพราะไม่มีการลงทุนที่ไหนในโลกไม่มีความเสี่ยง ขนาดการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน 8-10% ในบทความนี้ที่พี่ทุยบอกก็ยังมีความเสี่ยง

ยิ่งในระยะสั้น ก็จะมีความเสี่ยงสูงมาก นั่นหมายความว่า ถ้าเราลงทุนได้นานเท่าไหร่ ความเสี่ยงก็จะยิ่งลดลง พี่ทุยเลยแนะนำก่อนว่าให้เน้นลงทุนกับเป้าหมายที่เป็นระยะยาวเท่านั้น ถ้าถามพี่ทุยว่าการลงทุนอะไรที่ในผลตอบแทนมากกว่า 8% ได้บ้าง พี่ทุยขอตอบเลยว่า หุ้น และ อสังหาริมทรัพย์ เป็นหลัก และเหมาะสมสำหรับนักลงทุนมือใหม่

สล็อต


สำหรับมือใหม่พี่ทุยอาจจะไม่แนะนำไปถึงการลงทุนพวกตราสารอนุพันธ์ต่าง ๆ นะ ถึงแม้ว่าผลตอบแทนจะสูงมาก แต่ความเสี่ยงที่จะขาดทุนเกิน 100% ก็สูงมากเช่นกัน ใครที่เล่นอยู่ก็น่าจะพอเข้าใจ

สำหรับบางคนที่เงินทุนยังไม่เยอะมาก แล้วจะไปให้ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ก็คงดูเป็นเรื่องไกลตัว พี่ทุยก็เลยแนะนำไปที่ “หุ้น” ซะเป็นส่วนใหญ่ พี่ทุยขอพาไปดู “ตลาดหุ้นไทย” หรือที่คุ้นชื่อว่า SET เนี้ยแหละ เปิดตลาดมาตั้งแต่ปี 2518 ปัจจุบันก็ปี 2563 เรียกได้ว่าเปิดมาเกือบ ๆ 45 ปีแล้ว แน่นอนว่าก็มีคนที่รวยจากผลตอบแทนของตลาดหุ้นก็เยอะแ ต่พี่ทุยว่าคนที่เจ๊งจากตลาดหุ้นเยอะกว่านะ (ฮ่า)

ก่อนอื่นเลยพี่ทุยขอย้อนไปปี 2545 ดัชนีของตลาดบ้านเราที่รวมเงินปันผลด้วย (SET TRI) ถือกำหนดขึ้นมาด้วยค่าเริ่มต้นที่ 1,000 จุด ไปจนถึงสิ้นปีที่ผ่านมาก็คือสิ้นสุดปี 2562 โดยแต่ละปีให้ผลตอบแทนจากการลงทุนตามนี้เลย

ผลตอบแทนจากการลงทุนย้อนหลังของตลาดหลักทรัพย์ (SET)
ปี 2545 เท่ากับ 20.27%
ปี 2546 เท่ากับ 126.35%
ปี 2547 เท่ากับ -10.64%
ปี 2548 เท่ากับ 11.22%
ปี 2549 เท่ากับ -0.26%
ปี 2550 เท่ากับ 31.37%
ปี 2551 เท่ากับ -46.57%
ปี 2552 เท่ากับ 76.08%
ปี 2553 เท่ากับ 47.80%
ปี 2554 เท่ากับ 3.69%
ปี 2555 เท่ากับ 40.53%
ปี 2556 เท่ากับ -3.63%
ปี 2557 เท่ากับ 19.12%
ปี 2558 เท่ากับ -11.23%
ปี 2559 เท่ากับ 23.85%
ปี 2560 เท่ากับ 17.30%
ปี 2561 เท่ากับ -8.08%
ปี 2562 เท่ากับ 4.29%
ปี 2563 เท่ากับ -5.53%

สล็อตออนไลน์

ถ้าเอาผลตอบแทนเฉลี่ยแบบเลขคณิตมาคิดเลยก็เท่ากับ 18.97% ต่อปี แต่ถ้าจะดูผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวจริง ๆ พี่ทุยแนะนำว่าให้ใช้ “เรขาคณิต” จะตรงตามความจริงมากกว่า (ตรงนี้ถ้าใครสงสัยลองหาข้อมูลเรื่องสถิติดูเองนะ) ก็จะได้เท่ากับ 13.77% ต่อปี

แล้วถ้าเรามาดูผลตอบแทนเฉลี่ยย้อน 10 ปี ในแต่ละช่วงเวลา ของการลงทุนในตลาดหุ้นไทยหรือว่า SET TRI กันดู

ผลตอบแทนจากการลงทุนย้อนหลัง 10 ปี ของตลาดหลักทรัพย์ (SET TRI)
ปี 2545 – 2554 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 17.72%
ปี 2546 – 2555 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 19.52%
ปี 2547 – 2556 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 9.78%
ปี 2548 – 2557 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 12.98%
ปี 2549 – 2558 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 10.46%
ปี 2550 – 2559 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 12.88%
ปี 2551 – 2560 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 11.61%
ปี 2552 – 2561 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 17.83%
ปี 2553 – 2562 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 11.82%

jumboslot

ช่วงที่ต่ำสุดที่ผลตอบแทนเฉลี่ยยังเท่ากับ 9.78% ต่อปี ก็คือช่วง ปี 2547 – 2556
แล้วแต่ถ้าเรามาดูผลตอบแทนย้อนหลัง 7 ปีในแต่ละช่วงเวลาดูกันบ้าง

ผลตอบแทนจากการลงทุนย้อนหลัง 7 ปี ของตลาดหลักทรัพย์ (SET TRI)
ปี 2545 – 2551 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 9.55%
ปี 2546 – 2552 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 15.69%
ปี 2547 – 2553 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 8.85%
ปี 2548 – 2554 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 11.19%
ปี 2549 – 2555 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 14.97%
ปี 2550 – 2556 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 14.41%
ปี 2551 – 2557 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 12.82%
ปี 2552 – 2558 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 21.30%
ปี 2553 – 2559 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 15.36%
ปี 2554 – 2560 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 11.61%
ปี 2555 – 2561 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 9.70%
ปี 2556 – 2562 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 5.13%

slot

จะเห็นได้ว่ามีช่วงที่ได้ผลตอบแทนต่ำกว่า 8% อยู่ช่วงหนึ่งก็คือช่วงปี 2556 – 2562 ได้อยู่ที่ 5.13% แต่ถ้าเราไปดูที่ระยะสั้นขึ้นที่ 6 ปี ผลตอบแทนช่วงที่ต่ำที่สุดจะตกไปเหลือ 3.44% ต่อปี และมีช่วงที่ได้ผลตอบแทนต่ำกว่า 8% ถึง 4 ช่วงเวลาจากทั้งหมด 13 ช่วงเวลา แล้วยิ่งถ้าลงทุนเพียงแค่ 5 ปี ผลตอบแทนช่วงที่ต่ำที่สุด ต่ำสุดถึง -7% ต่อปีเลยทีเดียว

ทั้งหมดนี้เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมพี่ทุยต้องย้ำเสมอว่า… ถ้าเราคาดหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น อย่างเช่น ผลตอบแทน 8-10% พี่ทุยแนะนำให้ลงทุนอย่างน้อย “10 ปีขึ้นไป” เพราะโอกาสที่เราจะขาดทุนจะน้อยลง แล้วผลตอบแทนคาดหวังจะสูงขึ้น

ส่วนตัวพี่ทุยแล้ว สำหรับมือใหม่พี่ทุยมักจะแนะนำให้ลงทุนในกองทุนรวมมากกว่าซื้อหุ้นรายตัว เพราะอย่างน้อย ๆ ก็มีมืออาชีพคอยดูแลเงินให้กับเราอยู่ แล้วเราก็สามารถเลือกกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่เราชอบได้ด้วยกองทุนรวมหุ้น หลาย ๆ กอง ผลตอบแทนสูงกว่า 8-10% ต่อปีในระยะยาว ๆ ก็มีให้เห็นเรื่อย ๆ หรือไม่ก็เลือกลงทุนในกองทุนรวมดัชนี (Passive Fund) เป็นการลงทุนล้อเลียนดัชนีไปเลย เราก็จะได้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับตลาด

กองทุนแบบActive

เมื่อเราเริ่มศึกษาเรื่องการลงทุนในกองทุนรวม “กองทุนแบบ Active” และ Passive สองคำนี้ต้องเป็นอะไรที่เราคุ้นเคยแน่นอน วันนี้พี่ทุยเลยจะมาพูดถึงความแตกต่างของกองทุนสองแบบนี้กันซะหน่อยว่ามีข้อดีและเสียแตกต่างกันยังไงบ้าง ?

jumbo jili

พี่ทุยขอพูดถึงกรณีของกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นเป็นหลักก่อนละกัน เพราะจะเห็นความแตกต่างของกองทุนแบบ Active (Active Fund) และแบบ Passive (Passive Fund) กันค่อนข้างชัดเจนเลยล่ะ

มาเริ่มที่เจ้า Active Fund กันก่อนเลย ตามชื่อกองทุนก็จะมีการบริการแบบ Active คือ ผู้บริหารกองทุนต้องพยายามเอาชนะ มาตรฐาน (Benchmark) ที่ตั้งไว้ เช่น Set 100 , Set 50 เป็นต้น พูดง่าย ๆ คือเล่นหุ้นยังไงก็ได้ ให้ได้ผลตอบแทน “ชนะ” ดัชนีพวกนี้แหละ ยิ่งทำผลตอบแทนได้มากกว่าตลาดเท่าไหร่ ยิ่งเป็นกองทุน Active ที่ดีเท่านั้น

ส่วนกองทุนเป็น Passive Fund อันนี้เข้าใจง่ายมาก ผู้บริหารกองทุนไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ลงทุนตาม Benchmark เลย งานง่าย ๆ ส่วนใหญ่จะใช้แค่โปรแกรมหรือ Robot คอยปรับพอร์ต กองทุน Passive ที่ดีต้องเป็นกองทุนที่ผลตอบแทนเหมือนตลาดให้มากที่สุดหรือมาตรฐาน (Benchmark) ของกองทุนนั้น ๆ

สล็อต

“กองทุนแบบ Active” (Active Fund) ก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน
แน่นอนว่ากองทุนแต่ละประเภทก็มีข้อจำกัดอยู่ ไม่ได้มีแต่ข้อดี เรามาเริ่มกันที่ Active Fund กันก่อน ข้อจำกัดของกองทุนประเภทนี้ก็คือ ถ้าผู้บริหารกองทุนเกิดเลือกหุ้นพลาดหรือทำผลตอบแทนแย่กว่าตลาดขึ้นมา คนที่จะขาดทุนจริงๆก็คือตัวเราเอง

เพราะกองทุน Active เค้าจะมีค่าบริหารกองทุนที่ค่อนข้างสูง เวลาซื้อก็เสียค่าธรรมเนียม แล้วก็ยังเสียค่าบริหารรายปีอีก นั่นแปลว่าอย่างน้อยที่สุดกองทุนแบบ Active ก็ควรทำผลตอบแทนให้ชนะตลาดได้ อย่างน้อย ๆ ก็เท่ากับค่าบริหารจัดการที่ตัวเองเรียกเก็บ ซึ่งอันนี้เราในสถานะนักลงทุนก็ต้องเลือกกองทุนให้เป็นด้วยเช่นกัน

สล็อตออนไลน์

กองทุนแบบ Passive (Passive Fund) ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดี
ทีนี้เรามาดูที่กองทุนแบบ Passive ข้อดีของเค้าเลยก็คือค่าธรรมเนียมต่ำมาก !! แทบจะไม่คิดค่าธรรมเนียมเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ต้องใช้ทรัพยากรเยอะเท่าไหร่ แค่ทำตัวเหมือนตลาดหรือลอกตลาดเป็นอันใช้ได้ แต่ข้อจำกัดของกองทุนแบบ Passive ก็คือเวลาที่ดัชนีไม่วิ่งไปไหน เราไม่ต้องหวังกำไรจากกองทุนแบบ Passive เลย ตัวอย่างก็มีให้เห็นอย่างตลาดหุ้นไทย ถ้าใครซื้อตอนปี 2013 ช่วง SET Index 1,600 ผ่านมา 5 ปีเต็มๆกว่าจะเห็นกองทุนตัวเองกำไรเพราะว่าช่วงนี้ SET บ้านเราทะลุ 1,600 ขึ้นมาได้ ถ้าในสภาวะที่ดัชนีไม่วิ่งไปไหน การที่เราใช้กองทุนแบบ Active ก็ดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากกว่า

แต่ถ้าเราไปอ่านตำราโดยเฉพาะตลาดต่างประเทศอย่างอเมริกามักจะแนะนำให้ลงทุนกองทุนแบบ Passive มากกว่า Active เพราะตลาดหุ้นของอเมริกามีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่และหุ้นเยอะ การที่ผู้จัดการกองทุนจะทำผลตอบแทนให้ชนะตลาดตลอดเวลาในระยะยาวเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ดังนั้นการลงทุนที่ดีคือ “เลียนแบบ” ตลาดไปเลยง่ายที่สุด

jumboslot


แล้วพอมามองที่ ตลาดหุ้นของไทย ตลาดยังถือว่า “เล็กมาก” เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอเมริกา เหมือน “ขี้เล็บ” เลยก็ว่าได้ เพราะว่ามูลค่าตลาดหุ้นของไทยเล็กมาก

ทำให้การหาหุ้นยังสามารถทำได้ไม่ยากมาก เพราะหุ้นทั้งตลาดของไทยตอนนี้ยังแค่หลักร้อยตัวเอง แล้วพอดูผลตอบแทนย้อนหลังผลตอบแทนของกอง Active ค่อนข้างดีกว่า (เอากองผลตอบแทนอันดับต้น ๆ มาเทียบ) ถ้าให้ตอบตอนนี้คงตอบว่ากอง Active ยังดีกว่า แต่ต้องเลือกกองทุนให้เป็นด้วยนะ ไม่ใช่ปิดตาแล้วจิ้มเลือก แบบนี้พี่ทุยจะจิ้มตาให้

slot

แต่ยังไงพี่ทุยก็แนะนำว่า ซื้อมันทั้ง 2 แบบนั่นแหละ ฮ่า “การกระจายการลงทุน” เป็นสิ่งที่ควรทำอันดับแรก ๆ และกองทุนทั้งสองแบบก็ถือว่าน่าสะสมเก็บไว้ไม่ใช่เล่น ในระยะยาวพี่ทุยเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังไปอีกไกล การเก็บสะสมไว้ในระยะยาว พี่ทุยว่าสบายนะ แต่กองทุนแบบ Active ต้องอาศัยผู้จัดการกองทุน ซึ่งในระยะยาวไม่มีใครบอกได้ว่า จะทำได้ดีตลอดหรือเปล่า ?

สุดท้ายแล้วเราจะเลือกลงทุนแบบไหน เราจำเป็นที่จะต้อง คิด วิเคราะห์ ด้วยตัวเอง แล้วเตรียมรับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่มันจะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจด้วยตัวเอง วิธีการแบบนี้แหละคือวิธีที่ดีที่สุดแล้วสำหรับการลงทุนในระยะยาว

ขั้นตอนการเลือกกองทุนรวม

“กองทุนรวม” เป็นสินค้าทางการเงินที่เหมาะกับคนที่ทำงานประจำหรือเป็นมนุษย์เงินเดือน เพราะเราจำเป็นต้องแบ่งเวลามาทำงานของตัวเอง และก็คงจะไม่มีเวลามาดูแลเรื่องการลงทุนสักเท่าไหร่

jumbo jili

หลาย ๆ ครั้งก็มีการลงทุนบางประเภทที่เราก็เข้าไม่ถึง เช่น พันธบัตรรัฐบาล ที่โดยปกติต้องซื้อผ่านการประมูลและจำเป็นต้องใช้เงินหลายล้านบาท มนุษย์เงินเดือนแบบเรา ๆ ที่มีเงินเดือนหลักหมื่นคงไม่มีปัญญาเข้าถึง แต่เราก็สามารถลงผ่านกองทุนรวมได้ ซึ่งการลงทุนใน “กองทุนรวม” ก็มีมืออาชีพช่วยดูแลอีกทางนึงด้วย

สำหรับนักลงทุนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนที่อยู่นอกสายการเงินที่ไม่ค่อยมีเวลาศึกษาและติดตามเรื่องการลงทุนมากเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็จะสนใจกองทุนรวม แต่คำถามยอดฮิตที่พี่ทุยเจอ คือ กองทุนไหนน่าลงทุนที่สุด ? บทความนี้พี่ทุยจะพามาหาคำตอบกับขั้นตอนการเลือกกองทุนรวม ถึงแม้ว่าอาจจะเยอะหน่อย แต่พี่ทุยอยากให้อ่านจริง ๆ เพราะมันคุ้มค่ากับการเสียเวลาอ่านแน่นอน

  1. ก่อนซื้อ “กองทุนรวม” ต้องสำรวจตัวเองกันก่อน
    ว่าเราต้องการอะไรจากการลงทุน ลองถามตัวเองสำคัญที่สุด อย่าไปตามคนอื่น เช่น อยากลงทุนในสินทรัพย์อะไร หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ ทองคำหรืออสังหาริมทรัพย์ แล้วต้องการปันผลมั้ย ความเสี่ยงที่รับได้เป็นยังไง ? และระยะเวลาในการลงทุนจะลงนานแค่ไหน ?

และที่สำคัญ ถึงแม้จะลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีมืออาชีพคอยดูแลอยู่ ก็ควรมีความรู้ความเข้าใจในลักษณะของ “สินทรัพย์” ที่กำลังจะลงทุนด้วย เพราะอย่าลืมว่าถ้าสินทรัพย์ที่เรากำลังจะลงทุน อยู่ในจังหวะที่ไม่เหมาะต่อการลงทุนหรืออยู่ในช่วงขาลงก็ยากที่กองทุนรวมจะได้กำไรเช่นกัน

สล็อต

ขั้นตอนแรกจึงต้องเริ่มต้นสำรวจที่ความต้องการของเราก่อนเสมอ เราจะได้รู้ว่าเราควรเลือกดูกองทุนประเภทไหน แล้วจะได้หยิบจับกองทุนรวมที่น่าสนใจมาเปรียบเทียบกันได้อย่างเหมาะสมนั่นเอง

  1. ดูรายละเอียดผ่าน Fund Fact Sheet ทุกครั้ง
    ดูได้จากสิ่งที่มีชื่อเรียกเท่ ๆ ว่า “Fund Fact Sheet” แต่ไม่ต้องสับสนหรือตกใจว่ามันยาก เพราะใน Fund Fact Sheet นั้นบอกเราเกือบทุกอย่าง ว่ากองทุนนั้นมันเป็นยังไง ไม่ว่าจะนำเงินที่เราลงทุนไปลงทุนในอะไร ขนาดกองทุน จ่ายปันผลมั้ย ขั้นต่ำที่ซื้อได้ครั้งละเท่าไร แล้วก็พวกค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ก็บอกด้วยทั้งหมดเช่นกัน

นอกจากนี้ก็ยังมีพวก อายุของกองทุน ว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะแค่ไหน สภาพคล่องของกองทุน บางกองก็ไม่สามารถขายได้ทันที ควรศึกษาให้ละเอียดหน่อย เพื่อสอดคล้องเป้าหมายการลงทุนของเรา พวกเอกสารก็โหลดได้จากหน้า Website ของ บลจ. ที่ดูแลกองทุนนั้นได้เลย ช่วงแรกอาจจะงง ๆ หน่อย สักพักเราจะอ่านได้คล่องมากขึ้นเอง

  1. กองทุนที่ดีต้องให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ
    เคยซื้อหวยแล้วถูกบ้างมั้ย ? ตอนที่เราถูกเราคงรู้สึกว่าเราเนี้ยโชคดีสุด ๆ ไปเลย สำหรับพี่ทุยคิดว่ากองทุนรวมก็เหมือนกัน บางกองทุนผลตอบแทนอาจจะดีมากอยู่แค่ 1 ปี ถ้าเป็นลักษณะนี้ก็สรุปไม่ได้ว่ากองทุนรวมนั้นดีจริง เพราะอาจจะแค่โชคดีก็เป็นไปได้

สล็อตออนไลน์

สิ่งที่พี่ทุยดูเสมอคือ “ผลตอบแทนย้อนหลัง” ถ้ามันดีมาอย่างสม่ำเสมอก็เป็นกองทุนที่น่าสนใจ และแน่นอนว่าข้อมูลเหล่านี้หาได้จาก Fund Fact Sheet ได้เช่นกัน

  1. ถึงจะเป็นกองทุนก็มีความเสี่ยง
    เมื่อขึ้นชื่อว่าการลงทุนแน่นอนว่าต้องมีความเสี่ยง ความเสี่ยงที่การลงทุนจะทำผลตอบแทนไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งกองทุนรวมก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน

ตัวเลขที่เราสามารถวัดค่าความเสี่ยงได้คือ Standard Deviation หรือ S.D. ค่ายิ่งสูง แปลว่า ยิ่งเสี่ยง แต่การใช้ตัวเลขตัวนี้เหมาะกับการเปรียบเทียบกองทุนรวมที่ลงทุนในแหล่งเดียวกันเท่านั้น เช่น กองทุนรวมหุ้นเหมือนกัน หรือกองทุนตราสารหนี้เหมือนกัน

พี่ทุยขอแนะนำ Sharpe Ratio ความหมายง่าย ๆ คือ ยิ่งสูงยิ่งดี หากดูกองทุนที่ประเภทเดียวกันแล้วกองทุนกองไหน Sharpe Ratio สูงกว่า แสดงว่ากองทุนรวมนั้นสามารถทำผลงานได้น่าสนใจกว่า

jumboslot

  1. ตรวจสอบและติดตามอย่างต่อเนื่อง
    ถึงแม้การลงทุนผ่านกองทุนรวมจะมีผู้จัดการกองทุนคอยปรับพอร์ตการลงทุนให้เราอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ห้ามลืมโดยเด็ดขาดเลยก็คือ “การตรวจสอบและติดตาม” กองทุนรวมที่เราลงทุนอย่างน้อยทุก 6 เดือนหรือ 1 ปี เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่ากองทุนรวมที่เราเลือกลงทุนอยู่ยังเป็นกองทุนรวมที่ดีและสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า “มาตรฐานการดำเนินงาน (Benchmark)” และกองทุนคู่แข่งอยู่เสมอ หรือถ้ามีผลการดำเนินงานที่ต่ำลง เราก็ควรไปเจาะลึกดูพอร์ตการลงทุนของกองทุนรวมอีกครั้งนึงว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้ววิเคราะห์ถึงสาเหตุนั้นว่าเป็นเพราะอะไร

ถ้าตรวจสอบแล้วยังเป็นกองทุนที่ดีก็สามารถถือลงทุนต่อได้ แต่ถ้าดูแล้วไม่น่าไหว เราก็อาจจะขายแล้วเปลี่ยนไปเลือกกองทุนรวมที่ดี ข้อดีของการลงทุนผ่านกองทุนรวมก็คือ เราสามารถหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเราเองได้เสมอ

slot

เห็นแล้วใช่มั้ยว่าการลงทุนใน “กองทุนรวม” ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ใคร ๆ ก็สามารถเริ่มต้นลงทุนกองทุนรวมได้ คนเราแค่กลัวในสิ่งที่เราไม่รู้เท่านั้นเอง พออ่านถึงตรงนี้เราก็มีความรู้พร้อมที่จะไปลงทุนกองทุนรวมแล้ว เวลาเลือกซื้อของยังเลือกแล้วเลือกอีก เลือกลงทุนทั้งทีก็ต้องเปรียบเทียบให้เต็มที่เพื่อให้เราได้ของดีที่สุดนั่นเอง

แต่สำหรับบางคนอาจจะยังลังเลอยู่อีกว่า เราจะเลือก กองทุนรวมหรือหุ้นดีกว่ากัน แต่ไม่ว่าจะเลือกอะไรก็ตาม เราก็ยังจำเป็นต้องศึกษาเรื่องการลงทุนเอาไว้ให้มาก เพราะถ้าเรารู้และมีข้อมูลมากเพียงพอแล้ว เราก็จะเลิกกลัวและกลายเป็นนักลงทุนที่เก่งและประสบความสำเร็จกับการลงทุนอย่างแน่นอน

ไลฟ์สไตล์แบบนี้เหมาะกับกองทุนรวม

กองทุนรวม คือ กองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อระดมทุนจากนักลงทุนหลาย ๆ คน โดยมีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพื่อจัดตั้งผู้จัดการกองทุน แล้วนำเงินที่ได้มาจากการระดมทุนนั้นมาลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามนโยบายของกองทุน เพื่อให้เงินงอกเงยขึ้นและนำผลกำไรที่ได้มาเฉลี่ยคืนให้กับนักลงทุนตามหน่วยลงทุนที่ถือไว้

jumbo jili

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
ซึ่งกองทุนรวมแบ่งออกเป็น 8 ประเภท ตามความเสี่ยง ได้แก่

  1. กองทุนรวมตลาดเงินในประเทศ
  2. กองทุนรวมตลาดเงินต่างประเทศ
  3. กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล
  4. กองทุนรวมตราสารหนี้
  5. กองทุนรวมผสม
  6. กองทุนรวมตราสารทุน
  7. กองทุนรวมตามหมวดอุตสาหกรรม
  8. กองทุนรวมทางเลือก

ซึ่งแต่ละกองทุนลงทุนในอะไรบ้าง? เหมาะกับไลฟ์สไตล์แบบไหน? พี่ทุยจะอธิบายให้ฟังเอง

สล็อต

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
เริ่มต้นด้วยกองทุนความเสี่ยงระดับที่ 1 คือ “กองทุนรวมตลาดเงินในประเทศ” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในเงินฝาก ตั๋วเงิน รวมถึงตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยไม่เกิน 1 ปี มีความเสี่ยงต่ำที่สุด

เหมาะกับคนสไตล์แบบไหน ?

กองทุนรวมตลาดเงินในประเทศ ความเสี่ยงต่ำ เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการเสี่ยงหรือคนที่มีระยะเวลาในการลงทุนน้อย อาจจะมีอายุเยอะ ใกล้เกษียณแล้ว หรือมีแผนที่จะต้องถอนเงินลงทุนมาใช้ในอนาคตอันใกล้ ทำให้ไม่สามารถที่จะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมาก ๆ ได้

แต่ถ้ายังอยากลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดีกว่าฝากธนาคารนิดหน่อย ก็สามารถนำเงินมาพักไว้ที่กองทุนรวมตลาดเงินได้ แถมมีสภาพคล่องที่ดี เพราะสามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการคล้ายกับบัญชีออมทรัพย์ ที่สามารถเบิกถอนได้ตลอด โดยเมื่อขายหน่วยลงทุน เราจะได้รับเงินในวันทำการถัดไป (T+1) เช่น หากขายหน่วยลงทุนในวันจันทร์ จะได้รับเงินในวันอังคาร แต่หากขายในวันศุกร์ จะได้รับเงินวันจันทร์ เป็นต้น

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
กองทุนความเสี่ยงระดับที่ 2 นั่นคือ “กองทุนรวมตลาดเงินต่างประเทศ” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในเงินฝาก ตั๋วเงิน รวมถึงตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยไม่เกิน 1 ปี แต่อาจมีการลงทุนในต่างประเทศบางส่วน จึงทำให้มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นมา แต่โดยปกติกองทุนประเภทนี้มักจะมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้

สล็อตออนไลน์

เหมาะกับคนสไตล์แบบไหน ?

กองทุนรวมตลาดเงินต่างประเทศ เหมาะกับคนสไตล์เดียวกันกับกองทุนรวมตลาดเงินในประเทศ เพียงแต่ต้องรับความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นมาเท่านั้นเอง

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
กองทุนความเสี่ยงระดับที่ 3 คือ “กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอายุเฉลี่ยมากกว่า 1 ปีขึ้นไป จึงมีความผันผวนมากกว่ากองทุนรวมตลาดเงิน

เหมาะกับคนสไตล์แบบไหน ?

กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้ไม่มาก ไม่ได้คาดหวังผลตอบแทนสูง ขอแค่ดีกว่าการฝากเงินกับธนาคาร มีระยะเวลาในการลงทุนน้อย เช่น มีอายุเยอะ ใกล้เกษียณแล้ว เลยต้องระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น มีความมั่นใจในการลงทุนกองทุนรวมพันธบัตรจากความมั่นคงของรัฐบาล

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
กองทุนความเสี่ยงระดับที่ 4 คือ “กองทุนรวมตราสารหนี้” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ตั๋วเงินคลัง และหุ้นกู้เอกชน ซึ่งมีทั้งกองที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุเฉลี่ยไม่เกิน 1 ปี) และตราสารหนี้ระยะยาว (อายุเฉลี่ยมากกว่า 1 ปี)

jumboslot

เหมาะกับคนสไตล์แบบไหน ?

กองทุนรวมตราสารหนี้ เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้ไม่มาก แต่คาดหวังผลตอบแทนที่แน่นอน สม่ำเสมอ ลงทุนได้ทั้งระยะสั้น ระยะยาว รวมถึงผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
กองทุนความเสี่ยงระดับที่ 5 คือ “กองทุนรวมผสม” เป็นกองทุนที่สามารถลงทุนในสินทรัพย์อะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก ตราสารหนี้ หุ้น หรืออื่นๆ ซึ่งสัดส่วนการลงทุนจะระบุไว้ในนโยบายของกองทุน

เหมาะกับคนสไตล์แบบไหน ?

กองทุนรวมผสม เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง อยากได้ผลตอบแทนดี ลงทุนได้ทั้งระยะกลางและยาว ไม่ชอบจัดพอร์ตเอง เน้นสบาย กระจายความเสี่ยง แต่ไม่อยากซื้อกองทุนหลายกอง เลยซื้อแบบผสมทีเดียว เป็นคนไม่มีเวลาในการปรับสัดส่วนกองทุนหรือหุ้นในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนมาก

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
กองทุนความเสี่ยงระดับที่ 6 คือ “กองทุนรวมตราสารทุน” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งรวมไปถึงกองทุน SSF และ RMF ที่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ด้วย

เหมาะกับคนสไตล์แบบไหน ?

กองทุนรวมตราสารทุน เหมาะกับคนที่มีมีอายุน้อย หรือมีระยะเวลาในการลงทุนที่ยาว มากกว่า 5-10 ปีขึ้นไป อยากลงทุนเพื่อเกษียณ หรือเพื่อเป็นอิสระภาพทางการเงิน ด้วยเหตุนี้เลยสามารถลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงได้ และต้องรับความเสี่ยงได้สูงเช่นกัน เน้นชอบการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก ให้เงินทำงานแทน แต่ไม่มีเวลาบริหารการลงทุนเอง

slot

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
กองทุนความเสี่ยงระดับที่ 7 คือ “กองทุนรวมตามหมวดอุตสาหกรรม” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้น แต่เจาะจงอุตสาหกรรมมากขึ้น เช่น หุ้นธนาคาร หุ้นสื่อสาร หุ้นโรงพยาบาล ฯลฯ แต่กองทุนประเภทนี้จะมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวมตราสารทุนทั่วไป เนื่องจากมีการลงทุนแบบกระจุกตัว

เหมาะกับคนสไตล์แบบไหน ?

กองทุนรวมตามหมวดอุตสาหกรรมเหมาะกับคนสไตล์เดียวกันกับกองทุนรวมตราสารทุน เพียงแต่ต้องมีความรู้ในอุตสาหกรรมนั้นเป็นอย่างดี

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
กองทุนความเสี่ยงระดับที่ 8 คือ “กองทุนรวมทางเลือก” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในทางเลือกอื่นๆ ที่นอกเหนือจากสินทรัพย์พื้นฐาน เช่น ทองคำ น้ำมัน ฯลฯ

เหมาะกับคนสไตล์แบบไหน ?

กองทุนรวมทางเลือก เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้สูง เป็นคนมีความมั่นใจ กล้าได้กล้าเสีย และต้องการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวม แต่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับทางเลือกนั้น ๆ มากยิ่งขึ้น

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
สำหรับใครไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นลงทุนที่กองทุนรวมประเภทไหนดี พี่ทุยแนะนำว่าลองดูที่ “ระยะเวลาการลงทุน” ที่เราสามารถลงทุนได้ ยิ่งลงทุนได้นานมากเท่าไหร่ ก็จะสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้นได้

ส่วนกองทุนรวมประเภทที่ 7 และ 8 พี่ทุยอาจจะไม่แนะนำให้มือใหม่ลงทุนมากนัก เพราะว่าต้องใช้ความเข้าใจค่อนข้างเฉพาะด้าน เจาะจงในแต่ละสินทรัพย์พอสมควร ทำให้ไม่อาจจะสามารถใช้ระยะเวลาการลงทุนเข้ามาเป็นปัจจัยในการคัดเลือกได้

สุดท้าย “ระยะเวลา” เป็นเพียงตัวช่วยคัดเลือกประเภทของกองทุนในเบื้องต้นเท่านั้น แต่ยังไงก็ต้องอย่าลืมศึกษาเรื่อง “การลงทุนผ่านกองทุนรวม”เพิ่มเติมด้วย เพราะกองทุนในแต่ละประเภทก็มีหลายสิบ หรือบางประเภทอาจจะมีหลายร้อยกองทุนให้เราเลือกลงทุนเลยก็เป็นไปได้ เราจะต้องรู้วิธีการคัดเลือกกองทุนที่ดี ผู้จัดการกองทุนที่เก่งด้วย

สำหรับใครที่รู้แล้วสนใจเลือกกองทุนประเภทไหน ก็สามารถเข้าดูวิธีการคัดเลือกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ 5 ขั้นตอนการเลือก “กองทุนรวม” แบบเจาะลึกสำหรับมือใหม่