ไขข้อข้องใจกับวิธีการขายกองทุนรวม

สำหรับนักลงทุนรายใหม่ไฟแรงที่เพิ่งเริ่มลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” โดยให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์มากกว่าเราช่วยบริหารจัดการเงินให้ แต่พอถึงเวลาอยากจะขายกองทุนรวมหรือถอนเงินออกจากกองทุนรวม ก็ดันไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรยังไงบ้าง พี่ทุยอยากจะบอกว่าวิธีการมันง่ายมาก ๆ เลยล่ะ ตามพี่ทุยมาติด ๆ เลย

jumbo jili

วิธีแรกในการขาย “กองทุนรวม”
ง่ายที่สุด คือ เดินเข้าไปที่ธนาคารที่เราซื้อกองทุนมาหรือไปที่บลจ.ที่เราต้องการขายกองทุนพร้อมกับสมุดบัญชีกองทุน แค่บอกเจ้าหน้าที่ว่าต้องการขายกองทุน เจ้าหน้าที่ก็จะเอาเอกสารมาให้เรากรอกและดำเนินการให้ วิธีง่ายที่สุดแต่อาจจะเสียเวลาเดินทางบ้างเล็กน้อย แต่ถ้าสาขาธนาคารอยู่ใกล้ ๆ ก็จัดการโล้ด

สล็อต

วิธีที่สองในการขาย “กองทุนรวม”
เราสามารถทำได้ด้วยตนเอง คือ ขั้นแรก เข้าไปที่เว็บไซต์ของ บลจ. ที่เราต้องการจะขายกองทุน แล้วดาวน์โหลดแบบฟอร์ม “คำสั่งขายคืนหน่วยลงทุน” ปริ้นท์เอกสารออกมา เซ็นต์ชื่อ แล้วส่งเอกสารไปให้บลจ. ทำรายการ ตรงแบบฟอร์มขายคืนที่กรอกต้องระบุวันที่ที่เราต้องการขายกองทุนด้วย แต่ข้อควรระวังก็คือ เราจะต้องดูก่อนว่ากองทุนรวมที่เราจะขาย เปิดให้ขายได้ถึงกี่โมง หากเราส่งไม่ทันวันที่เราต้องการขายทาง บลจ.จะทำการขายให้ในวันถัดไป

สล็อตออนไลน์

นอกจากเรื่องระยะเวลาในการทำรายการแล้ว เรายังต้องดูจำนวนเงินขั้นต่ำที่เราต้องคงไว้ในบัญชีกองทุนที่เราซื้อด้วย ในกรณีที่เราอยากขายกองทุนออกมาบางส่วน แต่ถ้าเราจะขายทั้งหมดอยู่แล้วเราก็แค่กรอกจำนวนหน่วยลงทุนที่มีทั้งหมดในช่องจำนวนที่ต้องการขายคืน และเรื่องสุดท้ายที่เราสามารถอ่านได้จากหนังสือชี้ชวนก็คือ ระยะเวลาที่เราจะได้รับเงินจากกองทุนคืนหลังส่งคำสั่งขาย อาจจะเป็น 1 วัน 3 วัน 5 วัน ซึ่งจะแตกต่างออกไปในแต่ละกองทุน โดยปกติการคืนเงินจะมี 2 วิธี คือ

jumboslot

  1. โอนเข้าบัญชีที่เราผูกไว้ตอนสมัครซื้อกองทุน พี่ทุยแนะนำวิธีนี้เพราะง่ายที่สุด เงินเข้าที่เราตรง ๆ เลย
  2. คืนเป็นเช็ค โดยจะได้รับจากทางไปรษณีย์ วิธีนี้ไม่ค่อยนิยมมากเท่าไหร่ แต่บางคนก็ชอบวิธีนี้ ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน

เราสามารถเลือกวิธีการรับเงินคืนได้ ตอนที่เราเปิดบัญชีซื้อกองทุนรวมนั่นแหละ แต่แน่นอนว่าถ้าเราอยากเปลี่ยนวิธีการรับเงินคืนก็สามารถแก้ไขตามที่เราต้องการได้เลยนะ

slot

เท่านี้เราก็สามารถขายกองทุนและได้เงินคืนกลับมาได้แล้ว พี่ทุยจะบอกว่าไม่ได้ยากเลยง่ายมาก ๆ

แต่เดี๋ยวนี้หลายๆ บลจ. ก็เปิดให้ซื้อขายกองทุนรวมออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ตหรือ แอปพลิเคชั่นในมือถือได้เลย ไม่จำเป็นต้องส่งเอกสาร พี่ทุยว่าวิธีนี้ก็เป็นวิธีที่สะดวกรวดเร็วเหมาะกับคนยุคใหม่แบบเรา ๆ ที่สุดเลยล่ะ

ถ้าให้อ่านบทความของพี่ทุยแต่ไม่ได้ลองทำจริงก็คงไม่รู้ว่าง่ายขนาดไหน อย่าลืมไปลองซื้อขายกองทุนด้วยตัวเอง เพื่อที่เราจะได้กลายเป็นนักลงทุนมืออาชีพในอนาคตยังไงล่ะ

เงื่อนไขการซื้อRMF

ช่วงสิ้นปีทีไร พี่ทุยบอกได้เลยว่าเรื่องที่ถูกถามเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีมากที่สุด ก็คือ เรื่อง “เงื่อนไขการซื้อ RMF” หรือที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อ กองทุนรวมเพื่อนการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund) เอาจริง ๆ พี่ทุยก็รู้สึกดีใจไม่น้อยนะที่คนเริ่มสนใจใช้ในการลดหย่อนภาษีกันมากขึ้น เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เราเก็บเงินได้ดีขึ้น

jumbo jili

สำหรับ “เงื่อนไขการซื้อ RMF” ที่ทุกคนชอบสอบถามกัน พี่ทุยได้รวบรวมคำถามที่สอบถามมากันมาก มีดังนี้

  1. RMF ซื้อได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี และเมื่อนับรวมกับ กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ประกันแบบบำนาญและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วห้ามเกิน 500,000 บาท
    ถ้าเรารายได้ 500,000 บาทต่อปี เราก็จะซื้อได้ 150,000 บาทต่อปีเท่านั้น แต่ว่าเราต้องระวังอีกเงื่อนไขด้วยก็คือ ถ้าเราไปนับรวมกับ กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ประกันแบบบำนาญกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) แล้ว ห้ามเกิน 500,000 บาทเด็ดขาด
  2. RMF ปรับเกณฑ์ใหม่ ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อ
    เงื่อนไขของปีก่อนๆ จะมีขั้นต่ำที่ 5,000 บาท หรือ ถ้า 3% ของรายได้ต่อปีนั้น ๆ น้อยกว่า 5,000 บาทก็ซื้อแค่ 3% แต่ปีนี้ปรับเกณฑ์ใหม่ ใจดีขึ้น ไม่ต้องมีขั้นต่ำในการซื้อแล้ว สามารถซื้อได้ตามขั้นต่ำของกองทุนเลย แต่มีเงื่อนไขเดิมที่ติดมาคือ ถ้าซื้อแล้ว ก็ต้องซื้อต่อเนื่องปีเว้นปีนะ ปีที่ไม่มีรายได้ก็ไม่ต้องซื้อ แต่ปีถัดมาต้องกลับมาซื้อเพื่อให้ไม่ผิดเงื่อนไขของ RMF

สล็อต

  1. จะขายคืนได้ต่อเมื่อเราอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องถือมาอย่างน้อย 5 ปีเท่านั้น
    เงื่อนไขที่เราจะขายได้นั้นต้องประกอบไปด้วย 2 เงื่อนไขหลักก็คือ อายุต้องครบ 55 ปีบริบูรณ์ อารมณ์จัดงานวันเกิดเป่าเค้กแบบวันชนวันเลย แล้วอีกเงื่อนไขก็คือต้องถือมาอย่างน้อย 5 ปีบริบูรณ์

แต่ความพิเศษจะอยู่ที่ว่า สมมติตอนนี้เราอายุ 50 ปี แล้วเราซื้อมาทุกปีติดต่อกันสมมติปีละ 100,000 บาท แล้วพอเราอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์แล้ว เราก็จะถือมา 5 ปีเป๊ะ ๆ เราสามารถขายที่เราทยอยซื้อได้ทั้งหมด แม้ว่าตอนเราอายุ 54 ปีที่เราเพิ่งซื้อมา 100,000 บาทนั้นถือมาแค่ 1 ปีเท่านั้น ไม่เหมือนกับ SSF ที่นับแยกก้อนที่เราซื้อตามปีเลย

  1. ห้ามผิดเงื่อนไข
    การผิดเงื่อนไข พี่ทุยขอไม่พูดถึงว่าโทษมีค่าปรับอะไรยังไงบ้าง แต่พี่ทุยบอกได้เลยว่าเยอะมาก ๆ ไม่ควรผิดเงื่อนไขไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม พี่ทุยเชื่อว่าถ้าเรามีการวางแผนการเงินที่ดี เราไม่มีความจำเป็นต้องไปแตะต้องมันเลยอย่างแน่นอน

สล็อตออนไลน์

สำหรับใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับการซื้อขาย RMF สามารถไปแจ้งเรื่องร้องเรียนกับทางกรมสรรพากร ได้เลย ที่นี่

  1. กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ มัลติ อินคัมพลัส (SCB Multi Income Plus Fund – SCBMPLUS)
    สินทรัพย์ที่ลงทุน: เน้นลงทุนตราสารหนี้ของไทย, ตราสารหนี้ต่างประเทศ, REIT และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน
    ระดับความเสี่ยง: ปานกลาง
    Morningstar: 4 ดาว

SCBMPLUS เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน?
สำหรับ SCBMPLUS เนี้ยจะมีความคล้ายคลึงกับ SCBPLUS แต่จะแตกต่างตรงที่ SCBMPLUS สามารถขายได้ทุกเดือน เลยทำให้ SCBMPLUS มีสภาพคล่องที่สูงกว่า แต่แน่นอนว่าผลตอบแทนโดยรวมของ SCBMPLUS จะมีแนวโน้มที่ได้ต่ำกว่า SCBPLUS เนื่องจากผู้จัดการกองทุนจะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีระยะเวลาได้สั้นมากกว่านั่นเอง

jumboslot

พี่ทุยอยากจะสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า ถ้าใครชอบ SCBPLUS แต่อยากให้ขายได้บ่อย ๆ หน่อยก็มาทาง SCBMPLUS ได้เลย ตอบโจทย์แน่นอน!

ชี้เป้า 6 “กองทุนติดดาว” จาก บลจ. ไทยพาณิชย์

  1. กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นทุนปันผล (SCB Dividend Stock Open End Fund – SCBDV)
    สินทรัพย์ที่ลงทุน: หุ้นไทย
    ระดับความเสี่ยง: สูง
    Morningstar: 4 ดาว

slot


SCBDV เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน?
สำหรับ SCBDV ก็เหมาะกับคนที่เป็นพันธุ์แท้หุ้นไทยเหมือนกับ SCBSE ที่พี่ทุยบอกไปก่อนหน้านี้ แต่ SCBDV เค้าจะเน้นลงทุนหุ้นไทยที่มีการเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อโอกาสในการสร้างกระแสเงินสดตลอดการลงทุน เนื่องจาก SCBDV จะมีนโยบายการจ่ายปันผล

นอกจากนี้ SCBDV ก็ยังได้รับรางวัล “กองทุนตราสารทุนยอดเยี่ยม ปี 2020 ประเภทกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ (Equity Large Cap)” โดย Morningstar อีกด้วยนะ

เรียกได้ว่าใครที่อยากได้เงินปันผลเรื่อย ๆ พี่ทุยว่าก็ต้อง SCBDV นี่แหละ ได้รางวัลมาการันตีซะขนาดนี้!

ชี้เป้า 6 “กองทุนติดดาว” จาก บลจ. ไทยพาณิชย์

  1. กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นยูเอส (ชนิดจ่ายเงินปันผล)
    สินทรัพย์ที่ลงทุน: หุ้นสหรัฐอเมริกา
    ระดับความเสี่ยง: สูง
    Morningstar: 4 ดาว

กองทุนติดดาว

ลองนึกเวลาที่เราไปกินอาหารแล้วเราไม่แน่ใจว่าร้านนี้อร่อยมั้ย เราก็จะมองหาเครื่องหมายการันตีความอร่อยอย่าง
“มิชลิน สตาร์ (Michelin Star)” ที่เป็นเครื่องหมายรับรองความอร่อยระดับโลก แต่ในโลกของการลงทุนนั้นถ้าเราอยากดูว่า กองทุนไหนดีหรือไม่ เก่งหรือเปล่า เราสามารถดูได้จาก “Morningstar” ที่ช่วยการันตีความยอดเยี่ยมของกองทุนได้เป็นอย่างดี

jumbo jili

โดยจะมีการแบ่งเกรดตั้งแต่ 1-5 ดาว ยิ่งได้ดาวเยอะ ก็แปลว่ากองทุนรวมนั้นเป็นกองทุนที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย สำหรับกองทุนที่ได้รับ 4-5 ดาว จาก Morningstar ก็ถือว่าเป็นกองทุนที่ชั้นนำที่เราสามารถเลือกลงทุนได้อย่างสบายอกสบายใจ

ชี้เป้า 6 “กองทุนติดดาว” จาก บลจ. ไทยพาณิชย์

สำหรับใครที่กำลังมองหา “กองทุนติดดาว” จาก Morningstar เพราะจะทำให้เราสามารถเลือกลงทุนได้แบบสบายใจ พี่ทุยขอแนะนำกองทุนรวมจาก บลจ. ไทยพาณิชย์ (SCBAM) ที่การันตีคุณภาพฝีมือด้วยกองทุนชั้นนำติดดาวมากมาย วันนี้พี่ทุยเลยเลือกกองทุนที่แจ่ม ๆ เด็ด ๆ ชี้เป้ามาให้เลือกลงทุนกันถึง 6 กองทุนเลย

เริ่มต้นกันที่..

ชี้เป้า 6 “กองทุนติดดาว” จาก บลจ. ไทยพาณิชย์

  1. กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ อินคัมพลัส (SCB Income Plus Fund – SCBPLUS)
    สินทรัพย์ที่ลงทุน: เน้นลงทุนตราสารหนี้ของไทย, ตราสารหนี้ต่างประเทศ, REIT และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน
    ระดับความเสี่ยง: ปานกลาง
    Morningstar: 5 ดาว

สล็อต

SCBPLUS เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน?
พี่ทุยมองว่า SCBPLUS เหมาะกับคนที่ต้องการรายได้อย่างต่อเนื่องและต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น เน้นลงทุนระยะยาวมากขึ้นจาก SCBFP

เนื่องจาก SCBPLUS สามารถซื้อได้ทุกวันทำการ แต่จะขายออกได้ทุก 3 เดือน เนื่องจากตลาดตราสารหนี้มีสภาพคล่องที่ต่ำกว่าตลาดหุ้นที่เราคุ้นเคย เหตุผลที่ SCBPLUS ต้องกำหนดระยะเวลาขายได้ทุก 3 เดือนก็เพราะจะช่วยทำให้ผู้จัดการกองทุนสามารถลงทุนสินทรัพย์ที่มีระยะยาวมากขึ้นได้ ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตกองทุนได้สูงขึ้น ซึ่งในภาพรวมจะเป็นผลดีกับผู้ลงทุนมากที่สุด

ชี้เป้า 6 “กองทุนติดดาว” จาก บลจ. ไทยพาณิชย์

  1. กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ซีเล็คท์ อิควิตี้ ฟันด์ (SCB Selects Equity Fund – SCBSE)
    สินทรัพย์ที่ลงทุน: หุ้นไทย
    ระดับความเสี่ยง: สูง
    Morningstar: 5 ดาว

SCBSE เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน?
สำหรับใครที่เป็นแฟนพันธุ์ไทยหุ้นไทย พี่ทุยว่า SCBSE นี่แหละเหมาะสมที่สุดแล้ว เนื่องจากจะเน้นลงทุนในหุ้นไทยที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ไม่เกิน 30 ตัว ที่ได้รับการคัดสรรหุ้นชั้นดี โดยทีมผู้จัดการกองทุนระดับมืออาชีพ และที่สำคัญต้องเข้าซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม เพื่อสร้างโอกาสกำไรให้สูงมากยิ่งขึ้น

สล็อตออนไลน์

ชี้เป้า 6 “กองทุนติดดาว” จาก บลจ. ไทยพาณิชย์

  1. กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ พลัส (SCB Fixed Income Plus Fund – SCBFP)
    สินทรัพย์ที่ลงทุน: ตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
    ระดับความเสี่ยง: ต่ำ
    Morningstar: 4 ดาว

SCBFP เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน?
SCBFP เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนมากกว่าการฝากธนาคาร แต่ยังคงต้องการสภาพคล่องที่สูง ซึ่ง SCBFP นั้นสามารถขายวันนี้ได้เงินพรุ่งนี้เลยทันที (T+1) ถือว่ามีสภาพคล่องที่ใกล้เคียงกับการฝากธนาคาร สำหรับใครที่กำลังมองหาแหล่งเก็บเงินสำรองฉุกเฉินหรือแหล่งเก็บเงินสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน พี่ทุยแนะนำว่าสามารถเลือกใช้ SCBFP ได้เลย

ชี้เป้า 6 “กองทุนติดดาว” จาก บลจ. ไทยพาณิชย์

jumboslot

  1. กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ มัลติ อินคัมพลัส (SCB Multi Income Plus Fund – SCBMPLUS)
    สินทรัพย์ที่ลงทุน: เน้นลงทุนตราสารหนี้ของไทย, ตราสารหนี้ต่างประเทศ, REIT และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน
    ระดับความเสี่ยง: ปานกลาง
    Morningstar: 4 ดาว

SCBMPLUS เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน?
สำหรับ SCBMPLUS เนี้ยจะมีความคล้ายคลึงกับ SCBPLUS แต่จะแตกต่างตรงที่ SCBMPLUS สามารถขายได้ทุกเดือน เลยทำให้ SCBMPLUS มีสภาพคล่องที่สูงกว่า แต่แน่นอนว่าผลตอบแทนโดยรวมของ SCBMPLUS จะมีแนวโน้มที่ได้ต่ำกว่า SCBPLUS เนื่องจากผู้จัดการกองทุนจะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีระยะเวลาได้สั้นมากกว่านั่นเอง

พี่ทุยอยากจะสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า ถ้าใครชอบ SCBPLUS แต่อยากให้ขายได้บ่อย ๆ หน่อยก็มาทาง SCBMPLUS ได้เลย ตอบโจทย์แน่นอน!

ชี้เป้า 6 “กองทุนติดดาว” จาก บลจ. ไทยพาณิชย์

  1. กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นทุนปันผล (SCB Dividend Stock Open End Fund – SCBDV)
    สินทรัพย์ที่ลงทุน: หุ้นไทย
    ระดับความเสี่ยง: สูง
    Morningstar: 4 ดาว

slot

SCBDV เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน?
สำหรับ SCBDV ก็เหมาะกับคนที่เป็นพันธุ์แท้หุ้นไทยเหมือนกับ SCBSE ที่พี่ทุยบอกไปก่อนหน้านี้ แต่ SCBDV เค้าจะเน้นลงทุนหุ้นไทยที่มีการเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อโอกาสในการสร้างกระแสเงินสดตลอดการลงทุน เนื่องจาก SCBDV จะมีนโยบายการจ่ายปันผล

นอกจากนี้ SCBDV ก็ยังได้รับรางวัล “กองทุนตราสารทุนยอดเยี่ยม ปี 2020 ประเภทกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ (Equity Large Cap)” โดย Morningstar อีกด้วยนะ

เรียกได้ว่าใครที่อยากได้เงินปันผลเรื่อย ๆ พี่ทุยว่าก็ต้อง SCBDV นี่แหละ ได้รางวัลมาการันตีซะขนาดนี้!

ชี้เป้า 6 “กองทุนติดดาว” จาก บลจ. ไทยพาณิชย์

  1. กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นยูเอส (ชนิดจ่ายเงินปันผล)
    สินทรัพย์ที่ลงทุน: หุ้นสหรัฐอเมริกา
    ระดับความเสี่ยง: สูง
    Morningstar: 4 ดาว

SCBS&P500 เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน?
SCBS&P500 เหมาะสำหรับคนที่อยากจะกระจายการลงทุนไปยังในหุ้นสหรัฐอเมริกาเพื่อหาโอกาสในการสร้างตอบแทนที่มากขึ้น ซึ่งเวลาที่เราไปลงทุนในต่างประเทศเรามักจะกังวลถึงความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลที่น้อยกว่าการลงทุนในหุ้นไทย

สำหรับใครกำลังกังวลเรื่องนี้ พี่ทุยจะบอกว่าหายห่วงได้เลย เพราะ SCBS&P500 มีวิธีการลงทุนแบบ Passive หรือการลงทุนแบบลอกเลียนตลาดเพื่อให้มีผลตอบแทนที่เหมือนตลาดมากที่สุด หมดห่วงเรื่องความกังวลที่จะเข้าหุ้นผิดตัวไปได้เลย ความน่าสนใจของ S&P500 ก็คือ เป็นดัชนีที่ประกอบด้วยหุ้นขนาดใหญ่ 500 ตัวของอเมริกา มีหุ้นที่เรารู้จักกันดีรวมอยู่ด้วย เช่น Apple, Microsoft, Facebook และยังครอบคลุมไปในหลายอุตสาหกรรมด้วยนะ

จัดอันดับประเภทของกองทุน

ตอนนี้พี่ทุยว่าทุกคนน่าจะรู้จักกองทุนรวมกันเป็นอย่างดีแล้ว แต่ถ้าใครมีโอกาสได้ไปดูรายชื่อกองทุนรวมในประเทศทั้งหมด มีเป็นพันกองทุน จะเห็นได้ว่ามี “ประเภทของกองทุน” มากมาย ดังนั้นก่อนที่เราจะลงทุนกองทุนรวม อย่างน้อยเราน่าจะหามีดมาแบ่งหรือตะแกรงมาร่อนซะก่อน

jumbo jili

เพื่อที่จะได้ให้เหลือแต่จำนวนกองทุนรวมที่น่าสนใจและเหมาะกับเรา เพราะลองคิดดูว่า ถ้านั่งจิ้มจากพันกองทุนพี่ทุยว่าเหนื่อยแย่เลย แต่ถ้าเลือกจาก 50 กองทุน พี่ทุยว่าก็น่าจะช่วยให้เราเลือกง่ายขึ้นนะ

สิ่งที่เราควรรู้ในการเลือกลงทุนในกองทุนรวมนั่นก็คือ…

“ประเภทของกองทุน” มีทั้งหมดกี่ประเภท ?
ถ้าเราแบ่งตามแบบฉบับประเทศไทย ก็จะแบ่งกองทุนรวมออกเป็นทั้งหมด 8 ประเภท ตามลำดับความเสี่ยงจากน้อยไปหามาก

ความเสี่ยงระดับที่ 1 : กองทุนรวมตลาดเงินในประเทศ
กองทุนประเภทนี้จะลงทุนในตลาดเงิน เป็นการกู้เงินระยะสั้นของสถาบันต่าง ๆ โดยทั่วไปตราสารหนี้พวกนี้อายุจะไม่เกิน 1 ปี ทำให้ความเสี่ยงต่ำมาก เพราะให้สถาบันต่าง ๆ กู้เงิน เช่น ธนาคาร รัฐบาล เป็นต้น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อมั่นและมั่นคงสูงอยู่แล้ว

สล็อต

แต่พี่ทุยเตือนไว้ก่อนว่า ต่อให้มีความมั่นคงและความน่าเชื่อถือแค่ไหนก็ตาม ได้ชื่อว่าการลงทุนยังไงก็มีความเสี่ยง ดังนั้นอย่าลืมศึกษาให้ดีก่อนการลงทุนเสมอ

ความเสี่ยงระดับที่ 2 : กองทุนรวมตลาดเงินต่างประเทศ
อันนี้จะเหมือนกับประเภทที่ 1 แต่อาจจะมีบางส่วนลงทุนในต่างประเทศได้ ตรงนี้ก็อาจจะทำให้มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาด้วย แต่กองทุนรวมประเภทนี้ ส่วนใหญ่ก็จะทำการลดความเสี่ยงค่าเงินไว้อยู่แล้ว

ความเสี่ยงระดับที่ 3 : กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล
กองทุนนี้จะไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ง่าย ๆ ก็คือ ให้รัฐบาลกู้นั่นแหละ แต่จะเป็นระยะที่ยาวขึ้น ส่วนใหญ่จะมากกว่า 1 ปีขึ้นไป แล้วก็จะมีความผันผวนเรื่องราคามากกว่าพวกกองทุนรวมตลาดเงิน

ความเสี่ยงระดับที่ 4 : กองทุนรวมตราสารหนี้
จะแตกต่างจากระดับที่ 3 ตรงที่ว่า กองทุนรวมจะไปลงทุนตราสารหนี้ที่เป็นของเอกชน หรือที่เราเรียกตราสารหนี้พวกนี้ว่า “หุ้นกู้” นั้นเอง

สล็อตออนไลน์

ความเสี่ยงระดับที่ 5 : กองทุนรวมผสม
เป็นกองทุนที่ลงทุนผสม ระหว่างตราสารหนี้และตราสารทุน (หุ้น) ซึ่งสัดส่วนการลงทุนว่าจะลงทุนอะไรเท่าไหร่บ้างก็ต้องไปดู “นโยบายการลงทุน” ของกองทุนอีกครั้งนึง

ความเสี่ยงระดับที่ 6 : กองทุนรวมตราสารทุน
ลงทุนหุ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พี่ทุยว่ากองทุนรวมความเสี่ยงระดับที่ 6 เนี้ยแหละน่าจะเป็นกองทุนที่คุ้นหูที่สุดแล้ว เพราะว่าพวก LTF ที่เราซื้อกันเมื่อก่อน รวมถึง SSF และ SSFX ที่ออกมาในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ก็มีความเสี่ยงระดับ 6

ความเสี่ยงระดับที่ 7 : กองทุนรวมตามหมวดอุตสาหกรรม
สำหรับกองทุนนี้จะลงทุนในหุ้นเนี่ยแหละ แต่เป็นหุ้นที่จงเจาะอุตสาหกรรม เช่น เน้นลงทุนกลุ่มโรงพยาบาล หรือเฉพาะกลุ่มพลังงาน เป็นต้น กองทุนรวมประเภทนี้ต้องอาศัยความเข้าใจในอุตสาหกรรมนั้นมากเป็นพิเศษ ที่ถูกจัดอยู่ในระดับที่ 7 ก็เพราะว่าจะใช้ความรู้มากกว่าระดับที่ 6 นั่นเอง

jumboslot

ความเสี่ยงระดับที่ 8 : กองทุนรวมทางเลือก
กองทุนสุดท้ายนี้ ต้องใช้ความเข้าใจค่อนข้างเยอะและเฉพาะทางมากกว่าระดับที่ 7 ขึ้นไปอีก จะเป็นการลงทุนในตลาดทางเลือกต่าง ๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงพวกโครงสร้างพื้นฐาน น้ำมัน ทองคำ ฯลฯ

สุดท้ายก็ไม่ได้หมายความว่ากองทุนระดับที่ 8 จะลงทุนไม่ได้เลย บางครั้งถ้าเรามีความเข้าใจและใช้เครื่องมือการลงทุนอย่างถูกต้อง การลงทุนในกองทุนความเสี่ยงระดับที่ 8 หลาย ๆ ครั้งก็ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ระดับ 4-7 ซะอีก ที่สำคัญบางช่วงเวลาก็ยังเสี่ยงต่ำกว่าด้วย

slot


เราอาจจะลองประเมินความเสี่ยงของเงินลงทุนของเราว่า เงินก้อนที่เราจะลงทุนรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดไหน ถ้าเอาแบบทั่ว ๆ ไปก็ใช้กองทุนรวมความเสี่ยงระดับ 1 ถึง 6 ก็โอเคแล้วล่ะ ระดับ 7-8 เอาไว้เราเก่งแล้วค่อยเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมก็ยังได้

แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ว่าเงินลงทุนก้อนนี้เรารับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดไหน ส่วนตัวพี่ทุยมักจะใช้ “ระยะเวลา” เป็นตัวแยกอันแรกๆเสมอ ถ้าเราลงทุนได้นาน เช่น 5 ปีขึ้นไป เราก็สามารถลงทุนกองทุนระดับความเสี่ยง 5-6 ได้แล้วล่ะ แต่ถ้าเงินลงทุนเราเป็นเงินหมุนเร็ว ๆ สั้น ๆ แบบ 3-6 เดือน พี่ทุยก็แนะนำว่าให้กองทุนระดับความเสี่ยง 1-2 ก็พอแล้ว เพราะระยะสั้นเราเน้นภาพคล่อง ไม่ได้เน้นผลตอบแทนเป็นหลักนั่นเอง

วิธีการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูง

เวลาที่นักลงทุนมือใหม่เริ่มต้นลงทุน พี่ทุยแนะนำให้เริ่มต้นที่การตั้งเป้าหมายทางการเงินก่อนเสมอ เราจะได้รู้ว่าเงินลงทุนในแต่ละก้อนเราสามารถลงทุนได้ยาวแค่ไหน ซึ่ง “ระยะเวลา” ถือว่าเป็นตัวแบ่งตัวหนึ่งที่มีประสิทธิภาพมาก ก่อนอื่นเลยพี่ทุยแนะนำว่าสำหรับการลงทุนให้ได้ “ผลตอบแทนสูง” 8-10% ต่อปีขึ้นไป จะต้องเป็นเป้าหมายการลงทุนระยะยาวอย่างการเกษียณอายุ หรือ แผนการศึกษาบุตร เท่านั้น

jumbo jili

เหตุผลก็เพราะว่า “ผลตอบแทนสูง” ที่มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารมาพร้อมความเสี่ยงเสมอ ขนาดฝากธนาคารยังมีความเสี่ยงเลย ซึ่งความเสี่ยงที่ว่านี้ คือ โอกาสที่ผลตอบแทนที่เราต้องการไม่เป็นไปอย่างที่คิด หรือสิ่งที่เลวร้ายที่สุด คือ เราจะขาดทุน ซึ่งโอกาสขาดทุนก็มีตั้งแต่ 0.1% ไปจนถึงสูญเงินทั้งก้อนนั่นแหละ เช่น ถ้าเราไปปล่อยกู้นอกระบบดอกเบี้ย 3% ต่อเดือน แน่นอนว่าผลตอบแทนดี ปีนึงมากกว่า 36% แต่โอกาสขาดทุนเงินทั้งหมดก็มีอยู่เหตุผลเดียว คือ ลูกหนี้ไม่เอาเงินมาคืน!

ไม่มีการลงทุนใดในโลกไม่มีความเสี่ยง ยิ่งต้องการ “ผลตอบแทนสูง” ขึ้น ย่อมมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
ถ้าใครมาชวนลงทุนแล้วบอกว่ามีการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนเท่านั้นเท่านี้ โดยผลตอบแทนมีการการันตีต่าง ๆ นานา ว่าให้มากกว่าการฝากธนาคาร พึงระลึกไว้เลยว่า มี ความเสี่ยงทั้งนั้น เพราะไม่มีการลงทุนที่ไหนในโลกไม่มีความเสี่ยง ขนาดการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน 8-10% ในบทความนี้ที่พี่ทุยบอกก็ยังมีความเสี่ยง

ยิ่งในระยะสั้น ก็จะมีความเสี่ยงสูงมาก นั่นหมายความว่า ถ้าเราลงทุนได้นานเท่าไหร่ ความเสี่ยงก็จะยิ่งลดลง พี่ทุยเลยแนะนำก่อนว่าให้เน้นลงทุนกับเป้าหมายที่เป็นระยะยาวเท่านั้น ถ้าถามพี่ทุยว่าการลงทุนอะไรที่ในผลตอบแทนมากกว่า 8% ได้บ้าง พี่ทุยขอตอบเลยว่า หุ้น และ อสังหาริมทรัพย์ เป็นหลัก และเหมาะสมสำหรับนักลงทุนมือใหม่

สล็อต


สำหรับมือใหม่พี่ทุยอาจจะไม่แนะนำไปถึงการลงทุนพวกตราสารอนุพันธ์ต่าง ๆ นะ ถึงแม้ว่าผลตอบแทนจะสูงมาก แต่ความเสี่ยงที่จะขาดทุนเกิน 100% ก็สูงมากเช่นกัน ใครที่เล่นอยู่ก็น่าจะพอเข้าใจ

สำหรับบางคนที่เงินทุนยังไม่เยอะมาก แล้วจะไปให้ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ก็คงดูเป็นเรื่องไกลตัว พี่ทุยก็เลยแนะนำไปที่ “หุ้น” ซะเป็นส่วนใหญ่ พี่ทุยขอพาไปดู “ตลาดหุ้นไทย” หรือที่คุ้นชื่อว่า SET เนี้ยแหละ เปิดตลาดมาตั้งแต่ปี 2518 ปัจจุบันก็ปี 2563 เรียกได้ว่าเปิดมาเกือบ ๆ 45 ปีแล้ว แน่นอนว่าก็มีคนที่รวยจากผลตอบแทนของตลาดหุ้นก็เยอะแ ต่พี่ทุยว่าคนที่เจ๊งจากตลาดหุ้นเยอะกว่านะ (ฮ่า)

ก่อนอื่นเลยพี่ทุยขอย้อนไปปี 2545 ดัชนีของตลาดบ้านเราที่รวมเงินปันผลด้วย (SET TRI) ถือกำหนดขึ้นมาด้วยค่าเริ่มต้นที่ 1,000 จุด ไปจนถึงสิ้นปีที่ผ่านมาก็คือสิ้นสุดปี 2562 โดยแต่ละปีให้ผลตอบแทนจากการลงทุนตามนี้เลย

ผลตอบแทนจากการลงทุนย้อนหลังของตลาดหลักทรัพย์ (SET)
ปี 2545 เท่ากับ 20.27%
ปี 2546 เท่ากับ 126.35%
ปี 2547 เท่ากับ -10.64%
ปี 2548 เท่ากับ 11.22%
ปี 2549 เท่ากับ -0.26%
ปี 2550 เท่ากับ 31.37%
ปี 2551 เท่ากับ -46.57%
ปี 2552 เท่ากับ 76.08%
ปี 2553 เท่ากับ 47.80%
ปี 2554 เท่ากับ 3.69%
ปี 2555 เท่ากับ 40.53%
ปี 2556 เท่ากับ -3.63%
ปี 2557 เท่ากับ 19.12%
ปี 2558 เท่ากับ -11.23%
ปี 2559 เท่ากับ 23.85%
ปี 2560 เท่ากับ 17.30%
ปี 2561 เท่ากับ -8.08%
ปี 2562 เท่ากับ 4.29%
ปี 2563 เท่ากับ -5.53%

สล็อตออนไลน์

ถ้าเอาผลตอบแทนเฉลี่ยแบบเลขคณิตมาคิดเลยก็เท่ากับ 18.97% ต่อปี แต่ถ้าจะดูผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวจริง ๆ พี่ทุยแนะนำว่าให้ใช้ “เรขาคณิต” จะตรงตามความจริงมากกว่า (ตรงนี้ถ้าใครสงสัยลองหาข้อมูลเรื่องสถิติดูเองนะ) ก็จะได้เท่ากับ 13.77% ต่อปี

แล้วถ้าเรามาดูผลตอบแทนเฉลี่ยย้อน 10 ปี ในแต่ละช่วงเวลา ของการลงทุนในตลาดหุ้นไทยหรือว่า SET TRI กันดู

ผลตอบแทนจากการลงทุนย้อนหลัง 10 ปี ของตลาดหลักทรัพย์ (SET TRI)
ปี 2545 – 2554 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 17.72%
ปี 2546 – 2555 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 19.52%
ปี 2547 – 2556 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 9.78%
ปี 2548 – 2557 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 12.98%
ปี 2549 – 2558 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 10.46%
ปี 2550 – 2559 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 12.88%
ปี 2551 – 2560 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 11.61%
ปี 2552 – 2561 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 17.83%
ปี 2553 – 2562 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 11.82%

jumboslot

ช่วงที่ต่ำสุดที่ผลตอบแทนเฉลี่ยยังเท่ากับ 9.78% ต่อปี ก็คือช่วง ปี 2547 – 2556
แล้วแต่ถ้าเรามาดูผลตอบแทนย้อนหลัง 7 ปีในแต่ละช่วงเวลาดูกันบ้าง

ผลตอบแทนจากการลงทุนย้อนหลัง 7 ปี ของตลาดหลักทรัพย์ (SET TRI)
ปี 2545 – 2551 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 9.55%
ปี 2546 – 2552 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 15.69%
ปี 2547 – 2553 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 8.85%
ปี 2548 – 2554 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 11.19%
ปี 2549 – 2555 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 14.97%
ปี 2550 – 2556 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 14.41%
ปี 2551 – 2557 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 12.82%
ปี 2552 – 2558 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 21.30%
ปี 2553 – 2559 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 15.36%
ปี 2554 – 2560 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 11.61%
ปี 2555 – 2561 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 9.70%
ปี 2556 – 2562 ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 5.13%

slot

จะเห็นได้ว่ามีช่วงที่ได้ผลตอบแทนต่ำกว่า 8% อยู่ช่วงหนึ่งก็คือช่วงปี 2556 – 2562 ได้อยู่ที่ 5.13% แต่ถ้าเราไปดูที่ระยะสั้นขึ้นที่ 6 ปี ผลตอบแทนช่วงที่ต่ำที่สุดจะตกไปเหลือ 3.44% ต่อปี และมีช่วงที่ได้ผลตอบแทนต่ำกว่า 8% ถึง 4 ช่วงเวลาจากทั้งหมด 13 ช่วงเวลา แล้วยิ่งถ้าลงทุนเพียงแค่ 5 ปี ผลตอบแทนช่วงที่ต่ำที่สุด ต่ำสุดถึง -7% ต่อปีเลยทีเดียว

ทั้งหมดนี้เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมพี่ทุยต้องย้ำเสมอว่า… ถ้าเราคาดหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น อย่างเช่น ผลตอบแทน 8-10% พี่ทุยแนะนำให้ลงทุนอย่างน้อย “10 ปีขึ้นไป” เพราะโอกาสที่เราจะขาดทุนจะน้อยลง แล้วผลตอบแทนคาดหวังจะสูงขึ้น

ส่วนตัวพี่ทุยแล้ว สำหรับมือใหม่พี่ทุยมักจะแนะนำให้ลงทุนในกองทุนรวมมากกว่าซื้อหุ้นรายตัว เพราะอย่างน้อย ๆ ก็มีมืออาชีพคอยดูแลเงินให้กับเราอยู่ แล้วเราก็สามารถเลือกกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่เราชอบได้ด้วยกองทุนรวมหุ้น หลาย ๆ กอง ผลตอบแทนสูงกว่า 8-10% ต่อปีในระยะยาว ๆ ก็มีให้เห็นเรื่อย ๆ หรือไม่ก็เลือกลงทุนในกองทุนรวมดัชนี (Passive Fund) เป็นการลงทุนล้อเลียนดัชนีไปเลย เราก็จะได้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับตลาด

กองทุนแบบActive

เมื่อเราเริ่มศึกษาเรื่องการลงทุนในกองทุนรวม “กองทุนแบบ Active” และ Passive สองคำนี้ต้องเป็นอะไรที่เราคุ้นเคยแน่นอน วันนี้พี่ทุยเลยจะมาพูดถึงความแตกต่างของกองทุนสองแบบนี้กันซะหน่อยว่ามีข้อดีและเสียแตกต่างกันยังไงบ้าง ?

jumbo jili

พี่ทุยขอพูดถึงกรณีของกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นเป็นหลักก่อนละกัน เพราะจะเห็นความแตกต่างของกองทุนแบบ Active (Active Fund) และแบบ Passive (Passive Fund) กันค่อนข้างชัดเจนเลยล่ะ

มาเริ่มที่เจ้า Active Fund กันก่อนเลย ตามชื่อกองทุนก็จะมีการบริการแบบ Active คือ ผู้บริหารกองทุนต้องพยายามเอาชนะ มาตรฐาน (Benchmark) ที่ตั้งไว้ เช่น Set 100 , Set 50 เป็นต้น พูดง่าย ๆ คือเล่นหุ้นยังไงก็ได้ ให้ได้ผลตอบแทน “ชนะ” ดัชนีพวกนี้แหละ ยิ่งทำผลตอบแทนได้มากกว่าตลาดเท่าไหร่ ยิ่งเป็นกองทุน Active ที่ดีเท่านั้น

ส่วนกองทุนเป็น Passive Fund อันนี้เข้าใจง่ายมาก ผู้บริหารกองทุนไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ลงทุนตาม Benchmark เลย งานง่าย ๆ ส่วนใหญ่จะใช้แค่โปรแกรมหรือ Robot คอยปรับพอร์ต กองทุน Passive ที่ดีต้องเป็นกองทุนที่ผลตอบแทนเหมือนตลาดให้มากที่สุดหรือมาตรฐาน (Benchmark) ของกองทุนนั้น ๆ

สล็อต

“กองทุนแบบ Active” (Active Fund) ก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน
แน่นอนว่ากองทุนแต่ละประเภทก็มีข้อจำกัดอยู่ ไม่ได้มีแต่ข้อดี เรามาเริ่มกันที่ Active Fund กันก่อน ข้อจำกัดของกองทุนประเภทนี้ก็คือ ถ้าผู้บริหารกองทุนเกิดเลือกหุ้นพลาดหรือทำผลตอบแทนแย่กว่าตลาดขึ้นมา คนที่จะขาดทุนจริงๆก็คือตัวเราเอง

เพราะกองทุน Active เค้าจะมีค่าบริหารกองทุนที่ค่อนข้างสูง เวลาซื้อก็เสียค่าธรรมเนียม แล้วก็ยังเสียค่าบริหารรายปีอีก นั่นแปลว่าอย่างน้อยที่สุดกองทุนแบบ Active ก็ควรทำผลตอบแทนให้ชนะตลาดได้ อย่างน้อย ๆ ก็เท่ากับค่าบริหารจัดการที่ตัวเองเรียกเก็บ ซึ่งอันนี้เราในสถานะนักลงทุนก็ต้องเลือกกองทุนให้เป็นด้วยเช่นกัน

สล็อตออนไลน์

กองทุนแบบ Passive (Passive Fund) ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดี
ทีนี้เรามาดูที่กองทุนแบบ Passive ข้อดีของเค้าเลยก็คือค่าธรรมเนียมต่ำมาก !! แทบจะไม่คิดค่าธรรมเนียมเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ต้องใช้ทรัพยากรเยอะเท่าไหร่ แค่ทำตัวเหมือนตลาดหรือลอกตลาดเป็นอันใช้ได้ แต่ข้อจำกัดของกองทุนแบบ Passive ก็คือเวลาที่ดัชนีไม่วิ่งไปไหน เราไม่ต้องหวังกำไรจากกองทุนแบบ Passive เลย ตัวอย่างก็มีให้เห็นอย่างตลาดหุ้นไทย ถ้าใครซื้อตอนปี 2013 ช่วง SET Index 1,600 ผ่านมา 5 ปีเต็มๆกว่าจะเห็นกองทุนตัวเองกำไรเพราะว่าช่วงนี้ SET บ้านเราทะลุ 1,600 ขึ้นมาได้ ถ้าในสภาวะที่ดัชนีไม่วิ่งไปไหน การที่เราใช้กองทุนแบบ Active ก็ดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากกว่า

แต่ถ้าเราไปอ่านตำราโดยเฉพาะตลาดต่างประเทศอย่างอเมริกามักจะแนะนำให้ลงทุนกองทุนแบบ Passive มากกว่า Active เพราะตลาดหุ้นของอเมริกามีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่และหุ้นเยอะ การที่ผู้จัดการกองทุนจะทำผลตอบแทนให้ชนะตลาดตลอดเวลาในระยะยาวเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ดังนั้นการลงทุนที่ดีคือ “เลียนแบบ” ตลาดไปเลยง่ายที่สุด

jumboslot


แล้วพอมามองที่ ตลาดหุ้นของไทย ตลาดยังถือว่า “เล็กมาก” เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอเมริกา เหมือน “ขี้เล็บ” เลยก็ว่าได้ เพราะว่ามูลค่าตลาดหุ้นของไทยเล็กมาก

ทำให้การหาหุ้นยังสามารถทำได้ไม่ยากมาก เพราะหุ้นทั้งตลาดของไทยตอนนี้ยังแค่หลักร้อยตัวเอง แล้วพอดูผลตอบแทนย้อนหลังผลตอบแทนของกอง Active ค่อนข้างดีกว่า (เอากองผลตอบแทนอันดับต้น ๆ มาเทียบ) ถ้าให้ตอบตอนนี้คงตอบว่ากอง Active ยังดีกว่า แต่ต้องเลือกกองทุนให้เป็นด้วยนะ ไม่ใช่ปิดตาแล้วจิ้มเลือก แบบนี้พี่ทุยจะจิ้มตาให้

slot

แต่ยังไงพี่ทุยก็แนะนำว่า ซื้อมันทั้ง 2 แบบนั่นแหละ ฮ่า “การกระจายการลงทุน” เป็นสิ่งที่ควรทำอันดับแรก ๆ และกองทุนทั้งสองแบบก็ถือว่าน่าสะสมเก็บไว้ไม่ใช่เล่น ในระยะยาวพี่ทุยเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังไปอีกไกล การเก็บสะสมไว้ในระยะยาว พี่ทุยว่าสบายนะ แต่กองทุนแบบ Active ต้องอาศัยผู้จัดการกองทุน ซึ่งในระยะยาวไม่มีใครบอกได้ว่า จะทำได้ดีตลอดหรือเปล่า ?

สุดท้ายแล้วเราจะเลือกลงทุนแบบไหน เราจำเป็นที่จะต้อง คิด วิเคราะห์ ด้วยตัวเอง แล้วเตรียมรับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่มันจะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจด้วยตัวเอง วิธีการแบบนี้แหละคือวิธีที่ดีที่สุดแล้วสำหรับการลงทุนในระยะยาว

ขั้นตอนการเลือกกองทุนรวม

“กองทุนรวม” เป็นสินค้าทางการเงินที่เหมาะกับคนที่ทำงานประจำหรือเป็นมนุษย์เงินเดือน เพราะเราจำเป็นต้องแบ่งเวลามาทำงานของตัวเอง และก็คงจะไม่มีเวลามาดูแลเรื่องการลงทุนสักเท่าไหร่

jumbo jili

หลาย ๆ ครั้งก็มีการลงทุนบางประเภทที่เราก็เข้าไม่ถึง เช่น พันธบัตรรัฐบาล ที่โดยปกติต้องซื้อผ่านการประมูลและจำเป็นต้องใช้เงินหลายล้านบาท มนุษย์เงินเดือนแบบเรา ๆ ที่มีเงินเดือนหลักหมื่นคงไม่มีปัญญาเข้าถึง แต่เราก็สามารถลงผ่านกองทุนรวมได้ ซึ่งการลงทุนใน “กองทุนรวม” ก็มีมืออาชีพช่วยดูแลอีกทางนึงด้วย

สำหรับนักลงทุนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนที่อยู่นอกสายการเงินที่ไม่ค่อยมีเวลาศึกษาและติดตามเรื่องการลงทุนมากเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็จะสนใจกองทุนรวม แต่คำถามยอดฮิตที่พี่ทุยเจอ คือ กองทุนไหนน่าลงทุนที่สุด ? บทความนี้พี่ทุยจะพามาหาคำตอบกับขั้นตอนการเลือกกองทุนรวม ถึงแม้ว่าอาจจะเยอะหน่อย แต่พี่ทุยอยากให้อ่านจริง ๆ เพราะมันคุ้มค่ากับการเสียเวลาอ่านแน่นอน

  1. ก่อนซื้อ “กองทุนรวม” ต้องสำรวจตัวเองกันก่อน
    ว่าเราต้องการอะไรจากการลงทุน ลองถามตัวเองสำคัญที่สุด อย่าไปตามคนอื่น เช่น อยากลงทุนในสินทรัพย์อะไร หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ ทองคำหรืออสังหาริมทรัพย์ แล้วต้องการปันผลมั้ย ความเสี่ยงที่รับได้เป็นยังไง ? และระยะเวลาในการลงทุนจะลงนานแค่ไหน ?

และที่สำคัญ ถึงแม้จะลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีมืออาชีพคอยดูแลอยู่ ก็ควรมีความรู้ความเข้าใจในลักษณะของ “สินทรัพย์” ที่กำลังจะลงทุนด้วย เพราะอย่าลืมว่าถ้าสินทรัพย์ที่เรากำลังจะลงทุน อยู่ในจังหวะที่ไม่เหมาะต่อการลงทุนหรืออยู่ในช่วงขาลงก็ยากที่กองทุนรวมจะได้กำไรเช่นกัน

สล็อต

ขั้นตอนแรกจึงต้องเริ่มต้นสำรวจที่ความต้องการของเราก่อนเสมอ เราจะได้รู้ว่าเราควรเลือกดูกองทุนประเภทไหน แล้วจะได้หยิบจับกองทุนรวมที่น่าสนใจมาเปรียบเทียบกันได้อย่างเหมาะสมนั่นเอง

  1. ดูรายละเอียดผ่าน Fund Fact Sheet ทุกครั้ง
    ดูได้จากสิ่งที่มีชื่อเรียกเท่ ๆ ว่า “Fund Fact Sheet” แต่ไม่ต้องสับสนหรือตกใจว่ามันยาก เพราะใน Fund Fact Sheet นั้นบอกเราเกือบทุกอย่าง ว่ากองทุนนั้นมันเป็นยังไง ไม่ว่าจะนำเงินที่เราลงทุนไปลงทุนในอะไร ขนาดกองทุน จ่ายปันผลมั้ย ขั้นต่ำที่ซื้อได้ครั้งละเท่าไร แล้วก็พวกค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ก็บอกด้วยทั้งหมดเช่นกัน

นอกจากนี้ก็ยังมีพวก อายุของกองทุน ว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะแค่ไหน สภาพคล่องของกองทุน บางกองก็ไม่สามารถขายได้ทันที ควรศึกษาให้ละเอียดหน่อย เพื่อสอดคล้องเป้าหมายการลงทุนของเรา พวกเอกสารก็โหลดได้จากหน้า Website ของ บลจ. ที่ดูแลกองทุนนั้นได้เลย ช่วงแรกอาจจะงง ๆ หน่อย สักพักเราจะอ่านได้คล่องมากขึ้นเอง

  1. กองทุนที่ดีต้องให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ
    เคยซื้อหวยแล้วถูกบ้างมั้ย ? ตอนที่เราถูกเราคงรู้สึกว่าเราเนี้ยโชคดีสุด ๆ ไปเลย สำหรับพี่ทุยคิดว่ากองทุนรวมก็เหมือนกัน บางกองทุนผลตอบแทนอาจจะดีมากอยู่แค่ 1 ปี ถ้าเป็นลักษณะนี้ก็สรุปไม่ได้ว่ากองทุนรวมนั้นดีจริง เพราะอาจจะแค่โชคดีก็เป็นไปได้

สล็อตออนไลน์

สิ่งที่พี่ทุยดูเสมอคือ “ผลตอบแทนย้อนหลัง” ถ้ามันดีมาอย่างสม่ำเสมอก็เป็นกองทุนที่น่าสนใจ และแน่นอนว่าข้อมูลเหล่านี้หาได้จาก Fund Fact Sheet ได้เช่นกัน

  1. ถึงจะเป็นกองทุนก็มีความเสี่ยง
    เมื่อขึ้นชื่อว่าการลงทุนแน่นอนว่าต้องมีความเสี่ยง ความเสี่ยงที่การลงทุนจะทำผลตอบแทนไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งกองทุนรวมก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน

ตัวเลขที่เราสามารถวัดค่าความเสี่ยงได้คือ Standard Deviation หรือ S.D. ค่ายิ่งสูง แปลว่า ยิ่งเสี่ยง แต่การใช้ตัวเลขตัวนี้เหมาะกับการเปรียบเทียบกองทุนรวมที่ลงทุนในแหล่งเดียวกันเท่านั้น เช่น กองทุนรวมหุ้นเหมือนกัน หรือกองทุนตราสารหนี้เหมือนกัน

พี่ทุยขอแนะนำ Sharpe Ratio ความหมายง่าย ๆ คือ ยิ่งสูงยิ่งดี หากดูกองทุนที่ประเภทเดียวกันแล้วกองทุนกองไหน Sharpe Ratio สูงกว่า แสดงว่ากองทุนรวมนั้นสามารถทำผลงานได้น่าสนใจกว่า

jumboslot

  1. ตรวจสอบและติดตามอย่างต่อเนื่อง
    ถึงแม้การลงทุนผ่านกองทุนรวมจะมีผู้จัดการกองทุนคอยปรับพอร์ตการลงทุนให้เราอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ห้ามลืมโดยเด็ดขาดเลยก็คือ “การตรวจสอบและติดตาม” กองทุนรวมที่เราลงทุนอย่างน้อยทุก 6 เดือนหรือ 1 ปี เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่ากองทุนรวมที่เราเลือกลงทุนอยู่ยังเป็นกองทุนรวมที่ดีและสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า “มาตรฐานการดำเนินงาน (Benchmark)” และกองทุนคู่แข่งอยู่เสมอ หรือถ้ามีผลการดำเนินงานที่ต่ำลง เราก็ควรไปเจาะลึกดูพอร์ตการลงทุนของกองทุนรวมอีกครั้งนึงว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้ววิเคราะห์ถึงสาเหตุนั้นว่าเป็นเพราะอะไร

ถ้าตรวจสอบแล้วยังเป็นกองทุนที่ดีก็สามารถถือลงทุนต่อได้ แต่ถ้าดูแล้วไม่น่าไหว เราก็อาจจะขายแล้วเปลี่ยนไปเลือกกองทุนรวมที่ดี ข้อดีของการลงทุนผ่านกองทุนรวมก็คือ เราสามารถหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเราเองได้เสมอ

slot

เห็นแล้วใช่มั้ยว่าการลงทุนใน “กองทุนรวม” ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ใคร ๆ ก็สามารถเริ่มต้นลงทุนกองทุนรวมได้ คนเราแค่กลัวในสิ่งที่เราไม่รู้เท่านั้นเอง พออ่านถึงตรงนี้เราก็มีความรู้พร้อมที่จะไปลงทุนกองทุนรวมแล้ว เวลาเลือกซื้อของยังเลือกแล้วเลือกอีก เลือกลงทุนทั้งทีก็ต้องเปรียบเทียบให้เต็มที่เพื่อให้เราได้ของดีที่สุดนั่นเอง

แต่สำหรับบางคนอาจจะยังลังเลอยู่อีกว่า เราจะเลือก กองทุนรวมหรือหุ้นดีกว่ากัน แต่ไม่ว่าจะเลือกอะไรก็ตาม เราก็ยังจำเป็นต้องศึกษาเรื่องการลงทุนเอาไว้ให้มาก เพราะถ้าเรารู้และมีข้อมูลมากเพียงพอแล้ว เราก็จะเลิกกลัวและกลายเป็นนักลงทุนที่เก่งและประสบความสำเร็จกับการลงทุนอย่างแน่นอน

ไลฟ์สไตล์แบบนี้เหมาะกับกองทุนรวม

กองทุนรวม คือ กองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อระดมทุนจากนักลงทุนหลาย ๆ คน โดยมีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพื่อจัดตั้งผู้จัดการกองทุน แล้วนำเงินที่ได้มาจากการระดมทุนนั้นมาลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามนโยบายของกองทุน เพื่อให้เงินงอกเงยขึ้นและนำผลกำไรที่ได้มาเฉลี่ยคืนให้กับนักลงทุนตามหน่วยลงทุนที่ถือไว้

jumbo jili

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
ซึ่งกองทุนรวมแบ่งออกเป็น 8 ประเภท ตามความเสี่ยง ได้แก่

  1. กองทุนรวมตลาดเงินในประเทศ
  2. กองทุนรวมตลาดเงินต่างประเทศ
  3. กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล
  4. กองทุนรวมตราสารหนี้
  5. กองทุนรวมผสม
  6. กองทุนรวมตราสารทุน
  7. กองทุนรวมตามหมวดอุตสาหกรรม
  8. กองทุนรวมทางเลือก

ซึ่งแต่ละกองทุนลงทุนในอะไรบ้าง? เหมาะกับไลฟ์สไตล์แบบไหน? พี่ทุยจะอธิบายให้ฟังเอง

สล็อต

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
เริ่มต้นด้วยกองทุนความเสี่ยงระดับที่ 1 คือ “กองทุนรวมตลาดเงินในประเทศ” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในเงินฝาก ตั๋วเงิน รวมถึงตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยไม่เกิน 1 ปี มีความเสี่ยงต่ำที่สุด

เหมาะกับคนสไตล์แบบไหน ?

กองทุนรวมตลาดเงินในประเทศ ความเสี่ยงต่ำ เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการเสี่ยงหรือคนที่มีระยะเวลาในการลงทุนน้อย อาจจะมีอายุเยอะ ใกล้เกษียณแล้ว หรือมีแผนที่จะต้องถอนเงินลงทุนมาใช้ในอนาคตอันใกล้ ทำให้ไม่สามารถที่จะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมาก ๆ ได้

แต่ถ้ายังอยากลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดีกว่าฝากธนาคารนิดหน่อย ก็สามารถนำเงินมาพักไว้ที่กองทุนรวมตลาดเงินได้ แถมมีสภาพคล่องที่ดี เพราะสามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการคล้ายกับบัญชีออมทรัพย์ ที่สามารถเบิกถอนได้ตลอด โดยเมื่อขายหน่วยลงทุน เราจะได้รับเงินในวันทำการถัดไป (T+1) เช่น หากขายหน่วยลงทุนในวันจันทร์ จะได้รับเงินในวันอังคาร แต่หากขายในวันศุกร์ จะได้รับเงินวันจันทร์ เป็นต้น

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
กองทุนความเสี่ยงระดับที่ 2 นั่นคือ “กองทุนรวมตลาดเงินต่างประเทศ” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในเงินฝาก ตั๋วเงิน รวมถึงตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยไม่เกิน 1 ปี แต่อาจมีการลงทุนในต่างประเทศบางส่วน จึงทำให้มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นมา แต่โดยปกติกองทุนประเภทนี้มักจะมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้

สล็อตออนไลน์

เหมาะกับคนสไตล์แบบไหน ?

กองทุนรวมตลาดเงินต่างประเทศ เหมาะกับคนสไตล์เดียวกันกับกองทุนรวมตลาดเงินในประเทศ เพียงแต่ต้องรับความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นมาเท่านั้นเอง

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
กองทุนความเสี่ยงระดับที่ 3 คือ “กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอายุเฉลี่ยมากกว่า 1 ปีขึ้นไป จึงมีความผันผวนมากกว่ากองทุนรวมตลาดเงิน

เหมาะกับคนสไตล์แบบไหน ?

กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้ไม่มาก ไม่ได้คาดหวังผลตอบแทนสูง ขอแค่ดีกว่าการฝากเงินกับธนาคาร มีระยะเวลาในการลงทุนน้อย เช่น มีอายุเยอะ ใกล้เกษียณแล้ว เลยต้องระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น มีความมั่นใจในการลงทุนกองทุนรวมพันธบัตรจากความมั่นคงของรัฐบาล

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
กองทุนความเสี่ยงระดับที่ 4 คือ “กองทุนรวมตราสารหนี้” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ตั๋วเงินคลัง และหุ้นกู้เอกชน ซึ่งมีทั้งกองที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุเฉลี่ยไม่เกิน 1 ปี) และตราสารหนี้ระยะยาว (อายุเฉลี่ยมากกว่า 1 ปี)

jumboslot

เหมาะกับคนสไตล์แบบไหน ?

กองทุนรวมตราสารหนี้ เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้ไม่มาก แต่คาดหวังผลตอบแทนที่แน่นอน สม่ำเสมอ ลงทุนได้ทั้งระยะสั้น ระยะยาว รวมถึงผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
กองทุนความเสี่ยงระดับที่ 5 คือ “กองทุนรวมผสม” เป็นกองทุนที่สามารถลงทุนในสินทรัพย์อะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก ตราสารหนี้ หุ้น หรืออื่นๆ ซึ่งสัดส่วนการลงทุนจะระบุไว้ในนโยบายของกองทุน

เหมาะกับคนสไตล์แบบไหน ?

กองทุนรวมผสม เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง อยากได้ผลตอบแทนดี ลงทุนได้ทั้งระยะกลางและยาว ไม่ชอบจัดพอร์ตเอง เน้นสบาย กระจายความเสี่ยง แต่ไม่อยากซื้อกองทุนหลายกอง เลยซื้อแบบผสมทีเดียว เป็นคนไม่มีเวลาในการปรับสัดส่วนกองทุนหรือหุ้นในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนมาก

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
กองทุนความเสี่ยงระดับที่ 6 คือ “กองทุนรวมตราสารทุน” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งรวมไปถึงกองทุน SSF และ RMF ที่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ด้วย

เหมาะกับคนสไตล์แบบไหน ?

กองทุนรวมตราสารทุน เหมาะกับคนที่มีมีอายุน้อย หรือมีระยะเวลาในการลงทุนที่ยาว มากกว่า 5-10 ปีขึ้นไป อยากลงทุนเพื่อเกษียณ หรือเพื่อเป็นอิสระภาพทางการเงิน ด้วยเหตุนี้เลยสามารถลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงได้ และต้องรับความเสี่ยงได้สูงเช่นกัน เน้นชอบการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก ให้เงินทำงานแทน แต่ไม่มีเวลาบริหารการลงทุนเอง

slot

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
กองทุนความเสี่ยงระดับที่ 7 คือ “กองทุนรวมตามหมวดอุตสาหกรรม” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้น แต่เจาะจงอุตสาหกรรมมากขึ้น เช่น หุ้นธนาคาร หุ้นสื่อสาร หุ้นโรงพยาบาล ฯลฯ แต่กองทุนประเภทนี้จะมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวมตราสารทุนทั่วไป เนื่องจากมีการลงทุนแบบกระจุกตัว

เหมาะกับคนสไตล์แบบไหน ?

กองทุนรวมตามหมวดอุตสาหกรรมเหมาะกับคนสไตล์เดียวกันกับกองทุนรวมตราสารทุน เพียงแต่ต้องมีความรู้ในอุตสาหกรรมนั้นเป็นอย่างดี

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
กองทุนความเสี่ยงระดับที่ 8 คือ “กองทุนรวมทางเลือก” เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในทางเลือกอื่นๆ ที่นอกเหนือจากสินทรัพย์พื้นฐาน เช่น ทองคำ น้ำมัน ฯลฯ

เหมาะกับคนสไตล์แบบไหน ?

กองทุนรวมทางเลือก เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้สูง เป็นคนมีความมั่นใจ กล้าได้กล้าเสีย และต้องการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวม แต่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับทางเลือกนั้น ๆ มากยิ่งขึ้น

ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เหมาะกับ “กองทุนรวม” แบบไหน ?
สำหรับใครไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นลงทุนที่กองทุนรวมประเภทไหนดี พี่ทุยแนะนำว่าลองดูที่ “ระยะเวลาการลงทุน” ที่เราสามารถลงทุนได้ ยิ่งลงทุนได้นานมากเท่าไหร่ ก็จะสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้นได้

ส่วนกองทุนรวมประเภทที่ 7 และ 8 พี่ทุยอาจจะไม่แนะนำให้มือใหม่ลงทุนมากนัก เพราะว่าต้องใช้ความเข้าใจค่อนข้างเฉพาะด้าน เจาะจงในแต่ละสินทรัพย์พอสมควร ทำให้ไม่อาจจะสามารถใช้ระยะเวลาการลงทุนเข้ามาเป็นปัจจัยในการคัดเลือกได้

สุดท้าย “ระยะเวลา” เป็นเพียงตัวช่วยคัดเลือกประเภทของกองทุนในเบื้องต้นเท่านั้น แต่ยังไงก็ต้องอย่าลืมศึกษาเรื่อง “การลงทุนผ่านกองทุนรวม”เพิ่มเติมด้วย เพราะกองทุนในแต่ละประเภทก็มีหลายสิบ หรือบางประเภทอาจจะมีหลายร้อยกองทุนให้เราเลือกลงทุนเลยก็เป็นไปได้ เราจะต้องรู้วิธีการคัดเลือกกองทุนที่ดี ผู้จัดการกองทุนที่เก่งด้วย

สำหรับใครที่รู้แล้วสนใจเลือกกองทุนประเภทไหน ก็สามารถเข้าดูวิธีการคัดเลือกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ 5 ขั้นตอนการเลือก “กองทุนรวม” แบบเจาะลึกสำหรับมือใหม่

กองทุนหุ้นเวียดนาม

ณ เวลานี้ต้องบอกว่าไม่มีอะไรที่จะมาหยุดยั้งการเติบโตแห่งตลาดเวียดนาม หรือที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นมังกรตัวใหม่แห่งเอเชียได้เลย

jumbo jili

ซึ่งความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจนี้ไม่เพียงแต่เป็นที่จับตามองในภูมิภาคเอเชีย แต่ยังเป็นที่หมายตาจากทุกมุมโลก ก้าวสู่การเป็นเป้าหมายในการลงทุนที่มีคุณภาพและผลักดันการเติบโตต่อเนื่องของเวียดนามในอนาคต

พรินซิเพิลจึงอยากจะพาทุกท่านได้ทำความรู้จักและเปิดประตูรับโอกาสการลงทุนครั้งสำคัญ กับกองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ Principal Vietnam Equity Fund (PRINCIPAL VNEQ) กองทุนเวียดนามที่มีผลตอบแทนที่ดี โดยสามารถสร้างผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี2021 (พฤษภาคม 2564) ได้ 41.78% (Benchmark : 45.51%) ในเบื้องหลังมีปัจจัยสำคัญใดมาสนับสนุนบ้างนั้น สามารถติดตามได้ในโพสต์นี้

เกี่ยวกับกองทุน Principal VNEQ
รู้จักกับ PRINCIPAL VNEQ
โดย ณ ปัจจุบันเน้นการลงทุนหุ้นซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตระยะยาวตามเศรษฐกิจเวียดนาม ตัวอย่างเช่น กลุ่มอุตสาหกรรมการเงิน ซึ่งเป็นพื้นฐานสนับสนุนเงินทุน/ การลงทุน รวมถึงอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากการบริโภคภายในประเทศ และการขยายตัวของสังคมเมือง ซึ่งกองทุนนี้มีจุดเด่น 4 ด้านด้วยกัน คือ

สล็อต

ลงทุนในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงโดดเด่นในภูมิภาค
กลยุทธ์การบริหารกองทุนแบบ Actively Management ใช้กลยุทธ์ Core-Satellite Port เน้นผลตอบแทนระยะยาวและมีการสับเปลี่ยนหุ้นบางกลุ่มมาลงทุนระยะสั้นตามสภาวะตลาด เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมในแต่ละช่วงตลาดลงทุน
ใช้ VN30 เป็น benchmark ที่มีมาตรฐานผลตอบแทนที่สูง
มีทีมบริหารกองทุนและนักวิเคราะห์ที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดเวียดนาม
เหตุผลที่กองทุน PRINCIPAL VNEQ 2021 น่าลงทุน
เหตุผลที่ทำให้เวียดนามกลายเป็นตลาดที่น่าจับตามองก็ได้แก่ 4 เหตุผลด้วยกัน
1.คาดการณ์ GDP เติบโตทั้งปี 7.6%

สล็อตออนไลน์

การบริโภคภายในประเทศเติบโตจากการบริโภคของประชากรวัยแรงงาน ซึ่งเป็นช่วงอายุที่มีการเพิ่มของรายได้และการใช้จ่ายสูง อีกทั้งประชาชนยังมีความมั่นคงทางการเงิน

ในภาคการผลิตเน้นที่สินค้าอุตสาหกรรม การบริการ ค้าปลีกและการก่อสร้าง และจะมีการเติบโตจากการบริโภคและส่งออกมากขึ้นอีก ซึ่งมีปัจจัยเสริมคือค่าแรงที่ถูก เป็นฐานการผลิตสินค้าสำคัญทั้งเอเชียและต่างชาติ เนื่องจากสิทธิพิเศษทางภาษีในการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงโอกาสการขยายความเจริญจากเมืองสู่ชนบทโดยรอบได้มาก

2.เป้าหมายเป็นประเทศมีรายได้สูงในปี 2045

เมื่อถึงปี 2045 เวียดนามตั้งเป้าหมายที่จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยมีรายได้ระดับสูง กระบวนทัศน์เน้นไปที่การพัฒนาอุตสาหกรรม และความทันสมัย การพัฒนาวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี รวมถึงนวัตกรรมและทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพสูง ในการขับเคลื่อนสู่การเป็นฐานการผลิตที่ทันสมัยมากขึ้น มากกว่าจะเป็นฐานการผลิตด้วยแรงงานราคาถูก

เหตุผลที่กองทุน PRINCIPAL VNEQ 2021 น่าซื้อ
3.เกิดการลงทุนตรงจากต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะ Manufacturing Sector

jumboslot

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภาคอุตสาหกรรม แปรรูป และเขตนิคมอุตสาหกรรม เป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน และยังได้รับประโยชน์จากภาวะสงครามการค้า ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายฐานการผลิต ประกอบกับเวียดนามได้ทำข้อตกลงทางการค้าจำนวนมาก รวมถึงต้นทุนค่าแรงต่ำตามข้างต้น จึงเกิดกระแสไหลเข้าของการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment: FDI) โดยเฉพาะ Manufacturing sector ที่เป็นสัดส่วนถึง 57%

4.“หุ้นเวียดนาม” มีการเติบโตของกำไรสูง ในขณะที่มูลค่าหุ้นยังถูก

นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจตลาดหุ้นเวียดนาม เพราะถือเป็นตลาดที่ดีตลาดหนึ่ง มีราคาเหมาะสม จากกราฟจะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีมูลค่าถูกตลาดหนึ่งในเอเชีย มี Forward P/E ใน 12 เดือนข้างหน้าที่ 13.9 เท่า ในขณะที่มีการเติบโตของกำไรเฉลี่ย 19.2% ต่อปี สูงกว่ากลุ่มประเทศ TIP (ไทย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์)

กองทุนเวียดนาม
ตัวอย่างของ กองทุนหุ้นเวียดนาม PRINCIPAL VNEQ – 2021 ถือครอง
ตัวอย่างของหุ้นคุณภาพที่กองทุนเข้าไปถือครองในฐานะ “นักลงทุนต่างชาติ Foreign ownership limit (FOL)” เต็มเพดาน ได้แก่

slot

“FPT Corporation (FPT)” ผู้นำในธุรกิจด้าน IT Outsourcing (Software Development, IT Solutions) ในปี 2563 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 13% (ที่มา: fpt.com.vn/en, ข้อมูล ณ วันที่ 29 ม.ค. 2564) จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

หรือ “Techcombank (TCB)” แบงก์เอกชนรายใหญ่ที่สุดในเวียดนามที่มีบริการที่หลากหลายตลอดจน Digital Banking Platform ที่ดีที่สุด เป็นแบงก์ที่มี ROE สูงประมาณ 18-20%, NPL ต่ำ มีเงินทุนสำรองที่แข็งแกร่งเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มนี้ ในปีที่ผ่านมาทำกำไรเพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

จะเห็นว่าหุ้นทั้ง 2 บริษัทยังคงสามารถทำกำไรได้ดี มีการเติบโตในท่ามกลาง COVID-19 ในปีที่ผ่านมาทั้งคู่ (ที่มา: techcombank.com. ข้อมูล ณ วันที่ 29 ม.ค. 2564)

รายละเอียดกองทุน กองทุนเปิด PRINCIPAL VNEQ-A
รายละเอียดกองทุน กองทุนเปิด PRINCIPAL VNEQ-A
ประเภทกองทุน: Vietnam Equity
ความเสี่ยงกองทุน: 6 – กองทุนรวมตราสารทุน
นโยบายการจ่ายปันผล: ไม่จ่าย
เงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุน PRINCIPAL VNEQ-A: 1,000 บาท

วันและวลาซื้อขายกองทุน: สัปดาห์ละ 1 ครั้งในวันแรกของสัปดาห์ ก่อน 12.00 น.

ผลการดำเนินงานของ PRINCIPAL VNEQ-A ติดอันดับ 1 กองทุนที่มีผลการดำเนินย้อนหลังดีเยี่ยม ผลตอบแทนย้อนหลัง Year to date 41.78% และ 1 ปี 96.84% ดัชนีชี้วัด VN30TR Index ที่ให้ผลตอบแทน 45.51% และ 58.72% ตามลำดับ (ข้อมูล ณ 31 พฤษภาคม 2564)

วิธีเลือกกองทุนรวม

คิดว่าใครหลายๆ คนก็ทราบถึงกองทุนรวม หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Mutual Fund ว่าเป็นการลงทุนประเภทหนึ่ง ซึ่งผู้ลงทุนสามารถที่จะเลือกความกองทุนที่เหมาะกับลักษณะการลงทุนของตนเองได้ เช่นรับความเสี่ยงได้น้อย ควรเลือกกองทุนแบบนี้ หรือถ้ารับได้มาก ก็ควรไปลงกองทุนนั้น

jumbo jili

แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่ากองทุนไหนที่เราควรจะเลือก 10 หัวข้อที่ควรจะต้องดู

  1. นโยบายหลัก
    นโยบายหลัก หมายถึง กองทุนรวมนั้นนำเงินของนักลงทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ไหน โดยสินทรัพย์หลักที่กองทุนรวมไปลงทุนมี 6 ประเภท คือ ตลาดเงิน ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ตราสารทุน สินค้าโภคภัณฑ์ และแบบผสมของกองทุนที่กล่าวมา
  2. นโยบายรอง
    นโยบายรอง หมายถึง กองทุนรวมนั้นมีลักษณะการลงทุนที่พิเศษนอกเหนือไปจากนโยบายหลักอย่างไรบ้าง ซึ่งนโยบายรองเหล่านี้มักนำมาซึ่งผลตอบแทนที่แตกต่างกันในกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์เดียวกัน

สล็อต

  1. เงื่อนไขทางภาษี
    อันนี้ก็สำคัญ สำหรับพนักงานเงินเดือนที่ต้องเสียภาษี กองทุนบางอย่างเราสามารถนำไปหักภาษีได้ ช่วยให้ได้รับเงินคืน เช่นพวกที่อยู่ใน LTF หรือ RMF
  2. พอร์ตการลงทุน
    สิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้คือ ดูพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตัวกองทึนรวมที่เราสนใจด้วย เพราะมันจะบอกได้ว่ากองทุนรวมนั้นมีโอกาสได้กำไร หรือขาดทุน นักลงทุนควรทำความรู้จักว่ากองทุนรวมที่สนใจลงทุนในสินทรัพย์อะไรอยู่บ้าง และสินทรัพย์นั้นมีแนวโน้มในอนาคตเป็นอย่างไร
  3. ค่าธรรมเนียม
    ค่าธรรมเนียมกองทุนนั้นถือเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญมากในการลงทุน เพราะมีส่วนกำหนดผลตอบแทนในอนาคต:

สล็อตออนไลน์

กองทุนรวมที่มีค่าธรรมเนียมมาก > ผลตอบแทนที่นักลงทุนควรจะได้รับต่ำลง เพราะต้องแบ่งเงินบางส่วนออกไปจ่ายเป็นค่าธรรมเนียม

เพราะฉนั้นนักลงทุนควรเลือกกองทุนรวมที่มีค่าธรรมเนียมต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนเหมือนกัน

  1. ตอบแทนย้อนหลัง
    การดูผลตอบแทนย้อนหลังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผลาดไม่ได้ เพราะมันสามารถบ่งบอกถึงแนวโน้มว่ากองทุนรวมนั้นๆ จะมีโอกาสทำกำไรหรือไม่ โดยส่วนใหญ่นิยมเปรียบเทียบผลตอบแทนกับดัชนีที่เหมาะสมเป็นหลักซึ่งต่างไปในแต่ละสินทรัพย์ เช่น

กองทุนรวมตราสารเงิน : ค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุด 3 ธนาคารของประเทศ
กองทุนรวมตราสารหนี้ : ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล

  1. ความเสี่ยง
    ดูความเสี่ยงก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ถึงแม้จะจับต้องได้ยากเพราะต้องอาศัยการประเมินและประสบการณ์ หากนักลงทุนเข้าใจสินทรัพย์การลงทุนได้ดี นักลงทุนก็จะเข้าใจถึงปัจจัยความเสี่ยงได้ดีในระดับหนึ่ง

jumboslot

หนึ่งในปัจจัยที่ใช้ดูเรื่องความเสี่ยงคือ Sharp Ratio ซึ่งเป็นค่าทางสถิติที่คำนวณมาจากผลตอบแทนย้อนหลังเปรียบเทียบกับความผันผวนย้อนหลัง

  1. นโยบายจ่ายปันผล

ขึ้นอยู่ความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินในระหว่างการลงทุน เช่น หากต้องการกระแสเงินสดเพื่อนำไปใช้จ่ายต่อ ก็ควรเลือกกองทุนที่มีการจ่ายค่าปันผล แต่ถ้าไม่มีความจำเป็นต้องใช้ หรือเอาเงินปันผลไปลงทุนอยู่ดี ก็ดูกองทุนที่ไม่มีจ่ายเงินปันผล

อนึ่งการที่ยังไม่รับเงินปันผล จะสามารถประหยัดค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายไปได้ กองทุนที่มีนโยบายไม่จ่ายเงินปันผลจะประหยัดภาษีกว่ากองทุนที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล ยกเว้น กรณีที่นักลงทุนสามารถขอคืนภาษีได้ทั้งหมด

  1. เงื่อนไขการซื้อ

แน่นอนว่าแต่ละกองทุนมีการบริหารจัดการจากคนละบริษัท นโยบายจึงแตกต่างกันไปด้วย โดยเรื่องหลักๆ ที่ต้องดูมรดังนี้

slot

จำนวนขั้นต่ำในการซื้อครั้งแรก
จำนวนขั้นต่ำในการซื้อครั้งถัดไป
สถานที่ซื้อ เช่น บลจ.โดยตรง ธนาคารที่เป็นนายหน้า ออนไลน์
วิธีการซื้อ เช่น จ่ายเงินสด ตัดบัตรเครดิต ตัดบัญชีแบบอัตโนมัติ
ราคาอ้างอิงของหน่วยลงทุนที่จะได้

  1. เงื่อนไขการขายคืน
    เงื่อนไขการขายคืนก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเราอาจจะได้กำไรระหว่างทาง แต่พอตอนขายคืนกลับกลายเป็นขาดทุนจากการขายคืน สรุปจากได้กำไรกลายเป็นขาดทุน โดยเรื่องที่ต้องดูหลักมีดังนี้

เงื่อนไขในการขายคืน > แบบเปิด vs แบบปิด
จำนวนขั้นต่ำในการขายคืน
สถานที่ขายคืน เช่น บลจ.โดยตรง ธนาคารที่เป็นนายหน้า ออนไลน์
วิธีการได้รับเงิน เช่น รับเป็นเงินสด รับเป็นเงินเข้าบัญชีธนาคาร รับเป็นเช็ค
ราคาอ้างอิงของหน่วยลงทุนที่จะได้
จำนวนวันที่จะได้รับเงินคืน
นอกจาก 10 หัวข้อข้างต้นแล้ว นักลงทุนยังต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับราคาซื้อขายของกองทุน หรือที่เรียกว่า NAV หรือ Net Asset Value ที่เกิดจากการคำนวณทรัพย์สินรวมของกองทุนเพื่อตีเป็นราคาในการซื้อขาย

กองทุนรวมถือเป็นสินทรัพย์การลงทุนที่เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่ไม่ได้มีเวลาหรือความสนใจในการจะศึกษาเรื่องการลงทุนอย่างเต็มที่เพื่อจะลงทุนได้ด้วยตนเอง กองทุนรวมก็จะช่วยทุ่นแรงในการหาผู้จัดการกองทุนมาช่วยลงทุนและดูแลเงินของนักลงทุนให้