โปรตอน โฮลดิงส์

โปรตอน โฮลดิงส์ (PROTON Holdings) เป็นบริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติมาเลเซีย ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2526 ด้วยดำริของนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ในปี พ.ศ. 2560 บริษัทจีลี่ ออโตโมบิล จากประเทศจีนเข้ามาถือหุ้น 51% ในโปรตอน ในยุคแรกของโปรตอน โปรตอนได้ผลิตรถยนต์โดยอาศัยเทคโนโลยีและชิ้นส่วนของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส โมเดลรถรุ่นแรกก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายนปี พ.ศ. 2528 ภายใต้ชื่อ โปรตอน ซากา (Proton Saga) โดยประกอบในเมืองชาห์อาลาม รัฐเซอลาโงร์ แรกเริ่มก็ใช้ชิ้นส่วนต่างๆ ของมิตซูบิชิทั้งสิ้น ร่วมกับมิตซูบิชิ แลนเซอร์ (ซึ่งเป็นรุ่นที่คนไทยเรียกว่า Lancer Champ) ต่อมาก็ค่อยๆถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีมาเป็นของโปรตอนเอง โปรตอนซากาผลิตครบคันที่ 1 แสนในเดือนมกราคม พ.ศ. 2532

jumbo jili

ช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 โปรตอนก็ได้เปลี่ยนโลโก้จากเดิมที่ออกแบบคล้ายดาวเดือนในธงชาติมาเลเซีย มาใช้เป็นหัวเสือแบบปัจจุบันแทน ในปี พ.ศ. 2536 โปรตอนก็ออกรุ่นใหม่ชื่อ โปรตอน วีรา (Proton Wira) โดยถอดแบบมาจากมิตซูบิชิ แลนเซอร์ และสามารถขายได้ถึง 220,000 คัน ระหว่างปี 2539 ถึง 2541 นอกจากนี้ รถรุ่นโปรตอน ซาเทรีย (Proton Satria) และโปรตอน ปุตรา (Proton Putra) ก็พัฒนามาจากมิตซูบิชิ แลนเซอร์ และมิตซูบิชิ มิราจเช่นกัน รุ่นต่อมาคือโปรตอน เพอร์ดานา (Proton Perdana) พัฒนาจากมิตซูบิชิ อีเทอร์นา เริ่มผลิตครั้งแรกในปี 2538 เพื่อขยายตลาดไปสู่ระดับสูงขึ้น ยกเว้นโปรตอน เทียร่า (Proton Tiara) ที่พัฒนามาจากซีตรอง AX (Citroen AX) ไม่ได้พัฒนามาจากรถรุ่นใดรุ่นหนึ่งของมิตซูบิชิ มอเตอร์สแต่อย่างใด

สล็อต

จนถึงปี พ.ศ. 2545 โปรตอนก็ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 60% ในมาเลเซีย แต่ลดลงเหลือเพียง 30% ในปี 2548 และคาดการณ์กันว่าจะลดลงอีกในปี 2550 เมื่ออาฟต้า (AFTA) ได้ประกาศลดภาษีการนำเข้ารถยนต์เหลือเพียง 5% เท่านั้น ทำให้รถต่างประเทศสามารถขายได้ถูกลงในประเทศมาเลเซีย จึงมีตัวเลือกให้ประชาชนมากขึ้นโปรตอน วาจา (Proton Waja) หรืออีกชื่อหนึ่งในอังกฤษคือโปรตอน อิมเปี้ยน (Proton Impian) คือโมเดลรุ่นแรกที่ออกแบบโดยโปรตอนเอง แต่งานวิศวกรรมยังคงใช้ร่วมกับมิตซูบิชิ มอเตอร์สเหมือนเดิม ส่วนด้านเครื่องยนต์จะใช้ร่วมกับเรโนลต์ เป็นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร และพอจะมียอดขายได้อยู่เรื่อยๆ ในปี 2539 โปรตอนได้รับเทคโนโลยีของโลตัส (Lotus) มาจากบริษัท ACBN Holdings (บริษัทที่มีเจ้าของเดียวกับบูกัตตี Bugatti) โปรตอนก็เริ่มมีความชำนาญด้านวิศวกรรมยานยนต์มากขึ้น จนทำให้สามารถผลิตโปรตอน เจนทู (Proton Gen-2) ขึ้นมาได้ โดยก่อนจะออกสู่ตลาดใช้ชื่อรุ่นว่า Wira Replacement Model (WRM) หรือรุ่นที่จะมาแทนที่วีรา โปรตอน เจนทู เป็นรถรุ่นแรกที่ผลิตในโรงงานแห่งใหม่ของโปรตอนในเมืองตันหยงมาลิม รัฐเปรัก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาโปรตอนซิตี้ โรงงานแห่งนี้เริ่มเปิดใช้งานในปีพ.ศ. 2547 วันที่ 8 มิถุนายน 2548 โปรตอนก็นำรถรุ่นใหม่ที่ผลิตในตันหยงมาลิมออกสู่ตลาด เป็นรถเล็กๆ ขนาด 1,200 ซีซี 5 ประตู ใช้ชื่อรุ่นว่าโปรตอน เซฟวี่ (Proton Savvy) ทั้งรุ่น Gen-2 และ Savvy คือรุ่นที่ MG Rover บริษัทรถจากประเทศอังกฤษสนใจที่จะนำไปพัฒนาต่อ เมื่อพวกเขาได้เข้ามาเจรจากับโปรตอน แต่แผนการก็ได้ล้มเหลวเสียก่อน

สล็อตออนไลน์

ในปี 2550 โปรตอนก็ออกรถยนต์ซีดานรุ่นใหม่ที่เป็นรุ่นแทนที่รุ่นวีรา คือเพอร์โซนา (Persona) และล่าสุดวันที่ 18 มกราคม 2551 รุ่นใหม่ล่าสุดก็ออกสู่ตลาด คือรุ่นโปรตอน ซากา (Proton Saga) โดยโปรตอนซากาพัฒนาต่อมาจากรุ่นเซฟวี่ แต่ใช้เครื่องยนต์แคมโปร (Campro) 1.3 ลิตร แทนเครื่องยนต์เรโนลต์ (Renault) ที่ใช้ในเซฟวี่
ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 โปรตอนเซ็นสัญญากับบริษัทยังแมนออโตโมบิลจำกัด (Youngman Automobile Group Ltd. Co.,) โดยในระยะเริ่มต้นบริษัทยังแมนจะนำเข้ารถโปรตอนเข้าไปขายในประเทศจีนเดือนละ 1,500 คัน เป็นระยะเวลา 20 เดือน โดยใช้ชื่อยี่ห้อใหม่คือ “ยุโรปสตาร์” (EuropeStar) ซึ่งเป็นชื่อที่ทางยังแมนตั้งขึ้น และในอนาคตมีแผนจะร่วมมือกันพัฒนารถรุ่นใหม่เพื่อผลิตในจีน

jumboslot

โปรตอนในประเทศไท สำหรับในประเทศไทย ภายหลังอัตราภาษีใหม่ของอาฟต้า ทำให้บริษัทพระนครยนตรการได้นำโปรตอนเข้ามาขาย โดยเปิดตัวครั้งแรกในงานมอเตอร์เอกซ์โปที่เมืองทองธานี ช่วงปลายปี 2550 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม มียอดจองเกิน 1,000 คัน และได้ทยอยส่งมอบรถให้กับผู้ที่สั่งจองแล้ว ปัจจุบัน โปรตอนมีรถยนต์เข้ามาขาย 7 รุ่น คือ เซฟวี่ ซากา ซาเทรีย-นีโอ เจนทู เพอร์โซนา เอ็กซ์โซร่า และล่าสุด เพรเว่
รายชื่อรถยนต์โปรตอน
โปรตอน ซากา (พ.ศ. 2528 – ปัจจุบัน)
โปรตอน วีรา (พ.ศ. 2536 – 2550)
โปรตอน ซาเทรีย (โปรตอน ซาเทรีย นีโอ) (พ.ศ. 2538 – ปัจจุบัน)
โปรตอน พูตรา (พ.ศ. 2538 – 2543)
โปรตอน เพอร์ดานา (พ.ศ. 2538 – 2553)
โปรตอน เทียรา (พ.ศ. 2539 – 2543)
โปรตอน วาจา (โปรตอน อิมเปี้ยน) (พ.ศ. 2543 – 2554)
โปรตอน จัวรา(พ.ศ. 2544 – 2546)
โปรตอน อารีน่า (โปรตอน จัมบัค) (พ.ศ. 2545 – 2554)
โปรตอน เจนทู (พ.ศ. 2547 – 2554)
โปรตอน เซฟวี่ (พ.ศ. 2548 – 2554)
โปรตอน เพอร์โซนา (พ.ศ. 2550 – ปัจจุบัน)
โปรตอน เอ็กซ์โซร่า (พ.ศ. 2552 – ปัจจุบัน)
โปรตอน อินสไปรา (พ.ศ. 2553 – ปัจจุบัน)
โปรตอน เพรเว่ (พ.ศ. 2554 – ปัจจุบัน)
โปรตอน ซูพรีม่า เอส (พ.ศ. 2556 – ปัจจุบัน)

slot

โอเปิล โอเมก้า

โอเปิล โอเมก้า เป็นรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ (Full-Size Car) รุ่นล่าสุดที่ผลิตโดยโอเปิล เริ่มผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2529 เพื่อทดแทนรุ่นเดิม คือ โอเปิล คอมมอเดอร์ และโอเปิล เรคคอร์ด จนเลิกผลิตลงในปี พ.ศ. 2546 เนื่องจากความนิยมในรถยนต์ขนาดใหญ่ลดลง และรถยุโรปและเอเชียหลายๆ ยี่ห้อก็เริ่มยุบรถขนาดใหญ่กับรถขนาดกลางเพื่อให้เหลือรถขนาดกลางรุ่นเดียวเท่านั้น รวมถึงการเลิกผลิตรถขนาดใหญ่โดยไม่มีรถรุ่นใหม่มาแทนอีกด้วย ซึ่งหลังจากนั้นเปอโยต์และซีตรอง ผู้ผลิตจากฝรั่งเศสก็ยุบรถขนาดใหญ่ให้เหลือเพียงรถขนาดกลาง ผู้ผลิตจากญี่ปุ่นหลายรายก็เลิกผลิตรถขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน เช่น มิตซูบิชิ มาสด้า ฮอนด้า เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2551 โอเปิล กลับมาทำตลาดอีกครั้งในชื่อ โอเปิล อินซิกเนีย.
รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2529-2536)

jumbo jili

โอเปิล โอเมก้า รุ่นที่ 1
โอเปิล โอเมก้า รุ่นที่ 1 เริ่มผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2529 ใช้ชื่อ Omega A ออกมาเพื่อเป็นรถรุ่นเปลี่ยนโฉมของ Opel Rekord โอเมก้ารุ่นนี้ มีเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ,2.0 ,2.4 ,2.6 ,3.0 ,3.6 และ 4.0 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซล 2.3 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 และ 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด โดยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดจะมีเฉพาะในรุ่นที่ขายโดยใช้ชื่อแบรนด์ Lotus เท่านั้น มีฐานการประกอบที่ประเทศเยอรมนี ,สหราชอาณาจักรและบราซิล นอกจากนี้ โอเปิลยังส่งรถไปให้วอกซ์ฮอลล์และเชฟโรเลตจำหน่ายอีกด้วย
รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2537-2542)
โอเปิล โอเมก้า รุ่นที่ 2
โอเปิล โอเมก้า รุ่นที่ 2 เริ่มผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2537 ใช้ชื่อ Omega B มีการออกแบบใหม่หมด จากรุ่นเดิมที่เป็นทรงเหลี่ยมๆ โอเมก้ารุ่นนี้ มีเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ,2.5 และ 3.0 ลิตร เป็น V6 ในรุ่น 2.5 และ 3.0 ลิตร และเครื่องยนต์ 2.0 และ 2.5 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด มีฐานการประกอบที่ประเทศเยอรมนี

สล็อต

ในประเทศไทย บริษัท พระนครยนตรการ จำกัด เคยนำเข้า Omega B มาจำหน่ายในประเทศไทยพร้อมๆ กับรุ่น Calibra และ Corsa ในช่วงที่รัฐบาลมีนโยบายลดภาษีนำเข้ารถยนต์ เมื่อปี พ.ศ. 2537
รุ่นที่ 2 รุ่นปรับโฉม (พ.ศ. 2542-2546)
โอเปิล โอเมก้า รุ่นที่ 2 รุ่นปรับโฉม
โอเปิล โอเมก้า รุ่นที่ 2 รุ่นปรับโฉมเริ่มผลิตเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปี พ.ศ. 2542 ใช้ชื่อ Omega B FL เพราะดูเหมือนเป็นการไมเนอร์เชนจ์มาจากรุ่นเดิม โดยเปลี่ยนเฉพาะด้านหน้าของรถและรายละเอียดย่อยๆ เท่านั้น มีการส่งออกภายใต้ชื่อวอกซ์ฮอลล์และคาดิลแลค เครื่องยนต์เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ,2.2 ,2.5 ,2.6 ,3.0 และ 3.2 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ,2.2 และ 2.5 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 และ 5 สปีด มีฐานการประกอบที่ประเทศเยอรมนี โอเมก้ารุ่นนี้ถือเป็นรุ่นสุดท้าย เนื่องจากโอเปิล เวคตร้า รถขนาดกลางประเภท D-Segment ในอดีตของโอเปิลก็ถูกพัฒนาให้ใหญ่ขึ้นให้ใกล้เคียงกับรถ D-Segment ทั่วโลกแล้ว อีกทั้งรถขนาดใหญ่ประเภท E-Segment ชาวยุโรปก็มองว่ามันไม่มีความจำเป็นในการซื้อหามาใช้เลยแม้แต่น้อย ทำให้โอเปิลต้องยุติการพัฒนาโอเมก้าในปี พ.ศ. 2546 ไปเนื่องจากต้องการยุบรวมโอเมก้าและเวคตร้าด้วยกัน เพื่อพัฒนารถรุ่นอินซิกเนีย แต่ในเร็วๆ นี้ได้มีข่าวว่าโอเปิลจะนำชื่อ Omega มาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง โดยใช้พื้นฐานของคาดิลแลค รถระดับหรูในเครือ General Motors และคาดว่าจะเปิดตัวได้ในปลายปีนี้ในปี 1938 หลังเยอรมนีผนวกบ้านพี่เมืองน้องอย่างออสเตรียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตน ในที่สุด ฮิตเลอร์ส่งกองทัพเข้ายึดประเทศออสเตรียและประเทศเชโกสโลวาเกียโดยไม่สนคำครหา กลิ่นของสงครามเข้าปกคลุมทั้งทวีปยุโรป สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสต้องการเลี่ยงสงครามจึงได้จัดการประชุมมิวนิกกับเยอรมนีในเดือนกันยายน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเยอรมนีจะไม่รุกรานดินแดนใดไปมากกว่านี้และจะไม่ก่อสงคราม แต่ขณะเดียวกัน ต่างฝ่ายก็ต่างสั่งสมกำลังเพื่อเตรียมเข้าสู่สงคราม

สล็อตออนไลน์

ในปี 1939 การบุกยึดโปแลนด์ของเยอรมนีได้จุดชนวนสงครามโลกครั้งที่สองขึ้น ตามด้วยการบุกครองประเทศอื่น ๆ ในยุโรปและยังทำกติกาสัญญาไตรภาคีเป็นพันธมิตรกับอิตาลีและญี่ปุ่น เขตอิทธิพลของนาซีเยอรมันได้แผ่ไพศาลที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติเยอรมันในปี 1942 ครอบคลุมส่วนใหญ่ของยุโรปภาคพื้นทวีป ในปี 1943 ฮิตเลอร์เปลี่ยนชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของเยอรมนีจาก “ไรช์เยอรมัน” (Deutsches Reich) เป็น “ไรช์เยอรมันใหญ่” (Großdeutsches Reich)
หลังความล้มเหลวในปฏิบัติการบาร์บารอสซาที่สหภาพโซเวียต เยอรมันก็ถูกรุกกลับอย่างรวดเร็วจากทั้งสองด้าน เมื่อกองทัพแดงบุกถึงกรุงเบอร์ลินในเดือนเมษายน 1945 ฮิตเลอร์ปฏิเสธที่จะหนีออกจากกรุงเบอร์ลินและตัดสินใจยิงตัวตาย หนึ่งสัปดาห์ต่อมา เยอรมนีก็ยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรเยอรมนีตะวันออกและตะวันตก (ค.ศ. 1945–1990)
หลังเยอรมนียอมจำนนแล้ว ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ได้แบ่งกรุงเบอร์ลินและประเทศเยอรมนีออกเป็น 4 เขตในยึดครองทางทหาร เขตฝั่งตะวันตกซึ่งควบคุมโดยฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และสหรัฐ ได้รวมกันและจัดตั้งขึ้นเป็นประเทศที่ชื่อว่า “สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี” เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1949 ส่วนเขตทางตะวันออกซึ่งอยู่ในควบคุมของสหภาพโซเวียตได้จัดตั้งขึ้นเป็นประเทศที่ชื่อว่า “สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี” เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1949 ทั้งสองประเทศนี้ถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “ประเทศเยอรมนีตะวันตก” มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงบ็อน และ “ประเทศเยอรมนีตะวันออก” มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงเบอร์ลินตะวันออก

jumboslot

เยอรมนีตะวันตกมีการปกครองในระบอบสาธารณรัฐภายใต้รัฐสภากลาง และใช้ระบบเศรษฐกิจการตลาดเพื่อสังคม (Social Market Economy) เยอรมนีตะวันตกรับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจำนวนมากตามแผนมาร์แชลล์เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมของตน เศรษฐกิจของเยอรมนีตะวันตกฟื้นฟูอย่างรวดเร็วจนถูกเรียกว่า “ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ” (Economic miracle) เยอรมนีตะวันตกเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ในปี 1955 และเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC) ในปี 1957
เยอรมนีตะวันออกเป็นรัฐในกลุ่มตะวันออก (Eastern Bloc) ซึ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองและทางทหารของสหภาพโซเวียต และยังเป็นรัฐร่วมภาคีในกติกาสัญญาวอร์ซอ และแม้ว่าเยอรมนีตะวันออกจะอ้างว่าตนเองปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่อำนาจทางการเมืองการปกครองทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของโปลิตบูโรแห่งพรรคเอกภาพสังคมนิยมเยอรมนี (SED) ซึ่งมีหัวแบบคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้ พรรคฯยังมีการหนุนหลังจาก “กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ “หรือที่เรียกว่า “ชตาซี” (Stasi) อันเป็นหน่วยงานรัฐขนาดใหญ่ที่ควบคุมเกือบทุกแง่มุมของสังคม เยอรมนีตะวันออกใช้ระบอบเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ อันเป็นระบบเศรษฐกิจที่ทุกอย่างถูกวางแผนโดยรัฐที่หน้าประตูบรันเดินบวร์ค ผู้คนออกมาชุมนุมยินดีต่อการพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลินในปี 1989 ชาวเยอรมันตะวันออกจำนวนมากพยายามข้ามไปยังเยอรมนีตะวันตกเพื่ออิสรภาพและชีวิตที่ดีกว่า ทำให้เยอรมนีตะวันออกตัดสินใจสร้างกำแพงเบอร์ลินขึ้นมาเพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดน กำแพงเบอร์ลินถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 1961 กำแพงแห่งนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็นระหว่างฝ่ายเสรีกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ การพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลินในปี 1989 ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ นำมาซึ่งการรวมประเทศเยอรมนีในปีถัดมา ก่อนที่จะตามมาด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปีให้หลัง

slot

โอเปิล เวคตร้า

โอเปิล เวคตร้า เป็นรถยนต์นั่งขนาดกลาง (Mid-Size Car) ผลิตโดยโอเปิล ผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมนีซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ General Motors เริ่มผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2531 โดยมาทดแทนรุ่นเก่าอย่างโอเปิล แอสโคนา และเลิกผลิตในปี พ.ศ. 2552 โดยมีรุ่นใหม่มาแทน คือ โอเปิล อินซิกเนีย โอเปิล เวคตร้า มีวิวัฒนาการตามช่วงเวลาได้ 3 Generation (รุ่น) ดังนี้

jumbo jili

โอเปิล โอเมก้า รุ่นที่ 1 เริ่มผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2529 ใช้ชื่อ Omega A ออกมาเพื่อเป็นรถรุ่นเปลี่ยนโฉมของ Opel Rekord โอเมก้ารุ่นนี้ มีเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ,2.0 ,2.4 ,2.6 ,3.0 ,3.6 และ 4.0 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซล 2.3 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 และ 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด โดยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดจะมีเฉพาะในรุ่นที่ขายโดยใช้ชื่อแบรนด์ Lotus เท่านั้น มีฐานการประกอบที่ประเทศเยอรมนี ,สหราชอาณาจักรและบราซิล นอกจากนี้ โอเปิลยังส่งรถไปให้วอกซ์ฮอลล์และเชฟโรเลตจำหน่ายอีกด้วย
รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2537-2542)
โอเปิล โอเมก้า รุ่นที่ 2
โอเปิล โอเมก้า รุ่นที่ 2 เริ่มผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2537 ใช้ชื่อ Omega B มีการออกแบบใหม่หมด จากรุ่นเดิมที่เป็นทรงเหลี่ยมๆ โอเมก้ารุ่นนี้ มีเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ,2.5 และ 3.0 ลิตร เป็น V6 ในรุ่น 2.5 และ 3.0 ลิตร และเครื่องยนต์ 2.0 และ 2.5 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด มีฐานการประกอบที่ประเทศเยอรมนี

สล็อต

ในประเทศไทย บริษัท พระนครยนตรการ จำกัด เคยนำเข้า Omega B มาจำหน่ายในประเทศไทยพร้อมๆ กับรุ่น Calibra และ Corsa ในช่วงที่รัฐบาลมีนโยบายลดภาษีนำเข้ารถยนต์ เมื่อปี พ.ศ. 2537
รุ่นที่ 2 รุ่นปรับโฉม (พ.ศ. 2542-2546)
โอเปิล โอเมก้า รุ่นที่ 2 รุ่นปรับโฉม
โอเปิล โอเมก้า รุ่นที่ 2 รุ่นปรับโฉมเริ่มผลิตเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปี พ.ศ. 2542 ใช้ชื่อ Omega B FL เพราะดูเหมือนเป็นการไมเนอร์เชนจ์มาจากรุ่นเดิม โดยเปลี่ยนเฉพาะด้านหน้าของรถและรายละเอียดย่อยๆ เท่านั้น มีการส่งออกภายใต้ชื่อวอกซ์ฮอลล์และคาดิลแลค เครื่องยนต์เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ,2.2 ,2.5 ,2.6 ,3.0 และ 3.2 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ,2.2 และ 2.5 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 และ 5 สปีด มีฐานการประกอบที่ประเทศเยอรมนี โอเมก้ารุ่นนี้ถือเป็นรุ่นสุดท้าย เนื่องจากโอเปิล เวคตร้า รถขนาดกลางประเภท D-Segment ในอดีตของโอเปิลก็ถูกพัฒนาให้ใหญ่ขึ้นให้ใกล้เคียงกับรถ D-Segment ทั่วโลกแล้ว อีกทั้งรถขนาดใหญ่ประเภท E-Segment ชาวยุโรปก็มองว่ามันไม่มีความจำเป็นในการซื้อหามาใช้เลยแม้แต่น้อย ทำให้โอเปิลต้องยุติการพัฒนาโอเมก้าในปี พ.ศ. 2546 ไปเนื่องจากต้องการยุบรวมโอเมก้าและเวคตร้าด้วยกัน เพื่อพัฒนารถรุ่นอินซิกเนีย แต่ในเร็วๆ นี้ได้มีข่าวว่าโอเปิลจะนำชื่อ Omega มาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง โดยใช้พื้นฐานของคาดิลแลค รถระดับหรูในเครือ General Motors และคาดว่าจะเปิดตัวได้ในปลายปีนี้ในปี 1938 หลังเยอรมนีผนวกบ้านพี่เมืองน้องอย่างออสเตรียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตน ในที่สุด ฮิตเลอร์ส่งกองทัพเข้ายึดประเทศออสเตรียและประเทศเชโกสโลวาเกียโดยไม่สนคำครหา กลิ่นของสงครามเข้าปกคลุมทั้งทวีปยุโรป สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสต้องการเลี่ยงสงครามจึงได้จัดการประชุมมิวนิกกับเยอรมนีในเดือนกันยายน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเยอรมนีจะไม่รุกรานดินแดนใดไปมากกว่านี้และจะไม่ก่อสงคราม แต่ขณะเดียวกัน ต่างฝ่ายก็ต่างสั่งสมกำลังเพื่อเตรียมเข้าสู่สงคราม

สล็อตออนไลน์

ในปี 1939 การบุกยึดโปแลนด์ของเยอรมนีได้จุดชนวนสงครามโลกครั้งที่สองขึ้น ตามด้วยการบุกครองประเทศอื่น ๆ ในยุโรปและยังทำกติกาสัญญาไตรภาคีเป็นพันธมิตรกับอิตาลีและญี่ปุ่น เขตอิทธิพลของนาซีเยอรมันได้แผ่ไพศาลที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติเยอรมันในปี 1942 ครอบคลุมส่วนใหญ่ของยุโรปภาคพื้นทวีป ในปี 1943 ฮิตเลอร์เปลี่ยนชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของเยอรมนีจาก “ไรช์เยอรมัน” (Deutsches Reich) เป็น “ไรช์เยอรมันใหญ่” (Großdeutsches Reich)
หลังความล้มเหลวในปฏิบัติการบาร์บารอสซาที่สหภาพโซเวียต เยอรมันก็ถูกรุกกลับอย่างรวดเร็วจากทั้งสองด้าน เมื่อกองทัพแดงบุกถึงกรุงเบอร์ลินในเดือนเมษายน 1945 ฮิตเลอร์ปฏิเสธที่จะหนีออกจากกรุงเบอร์ลินและตัดสินใจยิงตัวตาย หนึ่งสัปดาห์ต่อมา เยอรมนีก็ยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรเยอรมนีตะวันออกและตะวันตก (ค.ศ. 1945–1990)
หลังเยอรมนียอมจำนนแล้ว ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ได้แบ่งกรุงเบอร์ลินและประเทศเยอรมนีออกเป็น 4 เขตในยึดครองทางทหาร เขตฝั่งตะวันตกซึ่งควบคุมโดยฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และสหรัฐ ได้รวมกันและจัดตั้งขึ้นเป็นประเทศที่ชื่อว่า “สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี” เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1949 ส่วนเขตทางตะวันออกซึ่งอยู่ในควบคุมของสหภาพโซเวียตได้จัดตั้งขึ้นเป็นประเทศที่ชื่อว่า “สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี” เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1949 ทั้งสองประเทศนี้ถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “ประเทศเยอรมนีตะวันตก” มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงบ็อน และ “ประเทศเยอรมนีตะวันออก” มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงเบอร์ลินตะวันออก

jumboslot

เยอรมนีตะวันตกมีการปกครองในระบอบสาธารณรัฐภายใต้รัฐสภากลาง และใช้ระบบเศรษฐกิจการตลาดเพื่อสังคม (Social Market Economy) เยอรมนีตะวันตกรับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจำนวนมากตามแผนมาร์แชลล์เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมของตน เศรษฐกิจของเยอรมนีตะวันตกฟื้นฟูอย่างรวดเร็วจนถูกเรียกว่า “ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ” (Economic miracle) เยอรมนีตะวันตกเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ในปี 1955 และเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC) ในปี 1957
เยอรมนีตะวันออกเป็นรัฐในกลุ่มตะวันออก (Eastern Bloc) ซึ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองและทางทหารของสหภาพโซเวียต และยังเป็นรัฐร่วมภาคีในกติกาสัญญาวอร์ซอ และแม้ว่าเยอรมนีตะวันออกจะอ้างว่าตนเองปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่อำนาจทางการเมืองการปกครองทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของโปลิตบูโรแห่งพรรคเอกภาพสังคมนิยมเยอรมนี (SED) ซึ่งมีหัวแบบคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้ พรรคฯยังมีการหนุนหลังจาก “กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ “หรือที่เรียกว่า “ชตาซี” (Stasi) อันเป็นหน่วยงานรัฐขนาดใหญ่ที่ควบคุมเกือบทุกแง่มุมของสังคม เยอรมนีตะวันออกใช้ระบอบเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ อันเป็นระบบเศรษฐกิจที่ทุกอย่างถูกวางแผนโดยรัฐที่หน้าประตูบรันเดินบวร์ค ผู้คนออกมาชุมนุมยินดีต่อการพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลินในปี 1989 ชาวเยอรมันตะวันออกจำนวนมากพยายามข้ามไปยังเยอรมนีตะวันตกเพื่ออิสรภาพและชีวิตที่ดีกว่า ทำให้เยอรมนีตะวันออกตัดสินใจสร้างกำแพงเบอร์ลินขึ้นมาเพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดน กำแพงเบอร์ลินถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 1961 กำแพงแห่งนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็นระหว่างฝ่ายเสรีกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ การพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลินในปี 1989 ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ นำมาซึ่งการรวมประเทศเยอรมนีในปีถัดมา ก่อนที่จะตามมาด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปีให้หลัง

slot

โอเปิล ซาฟิร่า

โอเปิล ซาฟิร่า เป็นรถยนต์เอนกประสงค์ขนาดเล็ก (Compact MPV) ที่ผลิตโดย โอเปิล ผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศเยอรมนี เริ่มผลิตในปี พ.ศ. 2542 โดยใช้โครงสร้างร่วมกับ โอเปิล แอสตร้า มีวิวัฒนาการตามช่วงเวลาได้ 3 Generation (รุ่น) ต่อมาในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งตรงกับรุ่นที่ 3 จึงได้ใช้ชื่อใหม่ว่า โอเปิล ซาฟิร่า ทัวร์เรอร์ ในบางประเทศจะขายโดยใช้แบรนด์อื่น เช่น วอกซ์ฮอลล์ โฮลเดน เชฟโรเลตและซูบารุ เป็นต้น โดยรุ่นที่เคยขายในประเทศไทยจะใช้แบรนด์เชฟโรเลต

jumbo jili

โอเปิล โอเมก้า รุ่นที่ 1 เริ่มผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2529 ใช้ชื่อ Omega A ออกมาเพื่อเป็นรถรุ่นเปลี่ยนโฉมของ Opel Rekord โอเมก้ารุ่นนี้ มีเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ,2.0 ,2.4 ,2.6 ,3.0 ,3.6 และ 4.0 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซล 2.3 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 และ 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด โดยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดจะมีเฉพาะในรุ่นที่ขายโดยใช้ชื่อแบรนด์ Lotus เท่านั้น มีฐานการประกอบที่ประเทศเยอรมนี ,สหราชอาณาจักรและบราซิล นอกจากนี้ โอเปิลยังส่งรถไปให้วอกซ์ฮอลล์และเชฟโรเลตจำหน่ายอีกด้วย
รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2537-2542)
โอเปิล โอเมก้า รุ่นที่ 2
โอเปิล โอเมก้า รุ่นที่ 2 เริ่มผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2537 ใช้ชื่อ Omega B มีการออกแบบใหม่หมด จากรุ่นเดิมที่เป็นทรงเหลี่ยมๆ โอเมก้ารุ่นนี้ มีเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ,2.5 และ 3.0 ลิตร เป็น V6 ในรุ่น 2.5 และ 3.0 ลิตร และเครื่องยนต์ 2.0 และ 2.5 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด มีฐานการประกอบที่ประเทศเยอรมนี

สล็อต

ในประเทศไทย บริษัท พระนครยนตรการ จำกัด เคยนำเข้า Omega B มาจำหน่ายในประเทศไทยพร้อมๆ กับรุ่น Calibra และ Corsa ในช่วงที่รัฐบาลมีนโยบายลดภาษีนำเข้ารถยนต์ เมื่อปี พ.ศ. 2537
รุ่นที่ 2 รุ่นปรับโฉม (พ.ศ. 2542-2546)
โอเปิล โอเมก้า รุ่นที่ 2 รุ่นปรับโฉม
โอเปิล โอเมก้า รุ่นที่ 2 รุ่นปรับโฉมเริ่มผลิตเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปี พ.ศ. 2542 ใช้ชื่อ Omega B FL เพราะดูเหมือนเป็นการไมเนอร์เชนจ์มาจากรุ่นเดิม โดยเปลี่ยนเฉพาะด้านหน้าของรถและรายละเอียดย่อยๆ เท่านั้น มีการส่งออกภายใต้ชื่อวอกซ์ฮอลล์และคาดิลแลค เครื่องยนต์เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ,2.2 ,2.5 ,2.6 ,3.0 และ 3.2 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ,2.2 และ 2.5 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 และ 5 สปีด มีฐานการประกอบที่ประเทศเยอรมนี โอเมก้ารุ่นนี้ถือเป็นรุ่นสุดท้าย เนื่องจากโอเปิล เวคตร้า รถขนาดกลางประเภท D-Segment ในอดีตของโอเปิลก็ถูกพัฒนาให้ใหญ่ขึ้นให้ใกล้เคียงกับรถ D-Segment ทั่วโลกแล้ว อีกทั้งรถขนาดใหญ่ประเภท E-Segment ชาวยุโรปก็มองว่ามันไม่มีความจำเป็นในการซื้อหามาใช้เลยแม้แต่น้อย ทำให้โอเปิลต้องยุติการพัฒนาโอเมก้าในปี พ.ศ. 2546 ไปเนื่องจากต้องการยุบรวมโอเมก้าและเวคตร้าด้วยกัน เพื่อพัฒนารถรุ่นอินซิกเนีย แต่ในเร็วๆ นี้ได้มีข่าวว่าโอเปิลจะนำชื่อ Omega มาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง โดยใช้พื้นฐานของคาดิลแลค รถระดับหรูในเครือ General Motors และคาดว่าจะเปิดตัวได้ในปลายปีนี้ในปี 1938 หลังเยอรมนีผนวกบ้านพี่เมืองน้องอย่างออสเตรียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตน ในที่สุด ฮิตเลอร์ส่งกองทัพเข้ายึดประเทศออสเตรียและประเทศเชโกสโลวาเกียโดยไม่สนคำครหา กลิ่นของสงครามเข้าปกคลุมทั้งทวีปยุโรป สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสต้องการเลี่ยงสงครามจึงได้จัดการประชุมมิวนิกกับเยอรมนีในเดือนกันยายน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเยอรมนีจะไม่รุกรานดินแดนใดไปมากกว่านี้และจะไม่ก่อสงคราม แต่ขณะเดียวกัน ต่างฝ่ายก็ต่างสั่งสมกำลังเพื่อเตรียมเข้าสู่สงคราม

สล็อตออนไลน์

ในปี 1939 การบุกยึดโปแลนด์ของเยอรมนีได้จุดชนวนสงครามโลกครั้งที่สองขึ้น ตามด้วยการบุกครองประเทศอื่น ๆ ในยุโรปและยังทำกติกาสัญญาไตรภาคีเป็นพันธมิตรกับอิตาลีและญี่ปุ่น เขตอิทธิพลของนาซีเยอรมันได้แผ่ไพศาลที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติเยอรมันในปี 1942 ครอบคลุมส่วนใหญ่ของยุโรปภาคพื้นทวีป ในปี 1943 ฮิตเลอร์เปลี่ยนชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของเยอรมนีจาก “ไรช์เยอรมัน” (Deutsches Reich) เป็น “ไรช์เยอรมันใหญ่” (Großdeutsches Reich)
หลังความล้มเหลวในปฏิบัติการบาร์บารอสซาที่สหภาพโซเวียต เยอรมันก็ถูกรุกกลับอย่างรวดเร็วจากทั้งสองด้าน เมื่อกองทัพแดงบุกถึงกรุงเบอร์ลินในเดือนเมษายน 1945 ฮิตเลอร์ปฏิเสธที่จะหนีออกจากกรุงเบอร์ลินและตัดสินใจยิงตัวตาย หนึ่งสัปดาห์ต่อมา เยอรมนีก็ยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรเยอรมนีตะวันออกและตะวันตก (ค.ศ. 1945–1990)
หลังเยอรมนียอมจำนนแล้ว ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ได้แบ่งกรุงเบอร์ลินและประเทศเยอรมนีออกเป็น 4 เขตในยึดครองทางทหาร เขตฝั่งตะวันตกซึ่งควบคุมโดยฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และสหรัฐ ได้รวมกันและจัดตั้งขึ้นเป็นประเทศที่ชื่อว่า “สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี” เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1949 ส่วนเขตทางตะวันออกซึ่งอยู่ในควบคุมของสหภาพโซเวียตได้จัดตั้งขึ้นเป็นประเทศที่ชื่อว่า “สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี” เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1949 ทั้งสองประเทศนี้ถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “ประเทศเยอรมนีตะวันตก” มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงบ็อน และ “ประเทศเยอรมนีตะวันออก” มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงเบอร์ลินตะวันออก

jumboslot

เยอรมนีตะวันตกมีการปกครองในระบอบสาธารณรัฐภายใต้รัฐสภากลาง และใช้ระบบเศรษฐกิจการตลาดเพื่อสังคม (Social Market Economy) เยอรมนีตะวันตกรับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจำนวนมากตามแผนมาร์แชลล์เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมของตน เศรษฐกิจของเยอรมนีตะวันตกฟื้นฟูอย่างรวดเร็วจนถูกเรียกว่า “ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ” (Economic miracle) เยอรมนีตะวันตกเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ในปี 1955 และเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC) ในปี 1957
เยอรมนีตะวันออกเป็นรัฐในกลุ่มตะวันออก (Eastern Bloc) ซึ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองและทางทหารของสหภาพโซเวียต และยังเป็นรัฐร่วมภาคีในกติกาสัญญาวอร์ซอ และแม้ว่าเยอรมนีตะวันออกจะอ้างว่าตนเองปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่อำนาจทางการเมืองการปกครองทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของโปลิตบูโรแห่งพรรคเอกภาพสังคมนิยมเยอรมนี (SED) ซึ่งมีหัวแบบคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้ พรรคฯยังมีการหนุนหลังจาก “กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ “หรือที่เรียกว่า “ชตาซี” (Stasi) อันเป็นหน่วยงานรัฐขนาดใหญ่ที่ควบคุมเกือบทุกแง่มุมของสังคม เยอรมนีตะวันออกใช้ระบอบเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ อันเป็นระบบเศรษฐกิจที่ทุกอย่างถูกวางแผนโดยรัฐที่หน้าประตูบรันเดินบวร์ค ผู้คนออกมาชุมนุมยินดีต่อการพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลินในปี 1989 ชาวเยอรมันตะวันออกจำนวนมากพยายามข้ามไปยังเยอรมนีตะวันตกเพื่ออิสรภาพและชีวิตที่ดีกว่า ทำให้เยอรมนีตะวันออกตัดสินใจสร้างกำแพงเบอร์ลินขึ้นมาเพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดน กำแพงเบอร์ลินถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 1961 กำแพงแห่งนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็นระหว่างฝ่ายเสรีกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ การพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลินในปี 1989 ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ นำมาซึ่งการรวมประเทศเยอรมนีในปีถัดมา ก่อนที่จะตามมาด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปีให้หลัง

slot

โอเปิล คอร์ซา

โอเปิล คอร์ซา เป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กมาก (Subcompact Car) ที่ผลิตโดยค่ายรถยนต์สัญชาติเยอรมัน โอเปิล เริ่มผลิตตั้งแต่ พ.ศ. 2525-ปัจจุบัน ซึ่งโอเปิล คอร์ซาเคยมีการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยในรุ่นที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2536-2538 จนในปัจจุบัน โอเปิล คอร์ซามีการผลิตในสเปนและเยอรมนีเท่านั้น โอเปิล คอร์ซา มีวิวัฒนาการตามช่วงเวลาได้ 6 Generation (รุ่น) ดังนี้
รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2525-2536)
โอเปิล คอร์ซา รุ่นที่ 1
โอเปิล คอร์ซา รุ่นที่ 1 ผลิตระหว่างปี พ.ศ. 2525-2536 ใช้ชื่อรุ่นว่า Corsa A ใช้เครื่องยนต์ 1.0 ,1.2 ,1.3 ,1.4 ,1.5 และ 1.6 ลิตร โดยเป็นเครื่องยนต์ดีเซลในรุ่น 1.5 ลิตร ซึ่งใช้เครื่องยนต์ร่วมกับอีซูซุ และมีตัวถัง 4 แบบคือแฮทช์แบค 3 ประตู ,แฮทช์แบค 5 ประตู ,ซีดาน 2 ประตู และซีด่าน 4 ประตู มีการประกอบในซาราโกซา ประเทศสเปน และในปี พ.ศ. 2526 ได้มีการจัดทำรุ่นสปอร์ต โดยใช้เครื่องยนต์ 1.3 ลิตร ซึ่งผลิตสำหรับการแข่งขัน British Rally Championship เท่านั้น

jumbo jili

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2536-2543)
โอเปิล คอร์ซา รุ่นที่ 2
โอเปิล คอร์ซา รุ่นที่ 2 ผลิตระหว่างปี พ.ศ. 2536-2543 โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Corsa B มีเครื่องยนต์มากถึง 6 ขนาดประกอบด้วยเครื่องยนต์ 1.0 ,1.2 ,1.4 ,1.5 ,1.6 และ 1.7 ลิตร และมีความหลากหลายของตัวถังมากขึ้น ประกอบด้วย แฮทช์แบค 3 ประตู ,แฮทช์แบค 5 ประตู ,ซีดาน 4 ประตู ,สเตชันวากอน 5 ประตูและรถกระบะ 2 ประตู และมีระบบเกียร์ 2 แบบคือเกียร์ธรรมดา 5 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด
คอร์ซารุ่นนี้ เป็นคอร์ซารุ่นแรกและรุ่นเดียวที่มีขายในประเทศไทย ซึ่งนำเข้ามาขายโดยบริษัทพระนครยนตรการ โดยรุ่นนี้เป็นโอเปิลรุ่นแรกและรุ่นสุดท้ายของโอเปิลที่ขายดีในเมืองไทย เนื่องจากในช่วงวิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 พระนครยนตรการได้นำโอเปิล เวคตร้า เข้ามาขายในประเทศไทย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก จนโอเปิลต้องยุติการทำตลาดรถยนต์นั่งในประเทศไทยลงเมื่อปี พ.ศ. 2543 โดยในประเทศไทย จะมีเครื่องยนต์ 1.2 และ 1.4 ลิตรเข้ามาขายในเมืองไทย ซึ่งได้มีการตั้งชื่อรุ่น 1.2 ลิตรว่า Joy และ 1.4 ลิตรว่า Swing ซึ่งเครื่องยนต์ 1.4 ลิตรเข้ามาขายก่อนรุ่น 1.2 ลิตร และมีตัวถังเข้ามาขาย 2 แบบคือแฮทช์แบค 3 ประตูและ 5 ประตู โดยมีราคารุ่น 3 ประตูอยู่ที่ 3.7 แสนบาท และรุ่น 5 ประตูราคา 4 แสนบาท ซึ่งเป็นรถยุโรปที่ราคาถูกที่สุดในสมัยนั้น

สล็อต

รุ่นที่ 3 (พ.ศ. 2543-2549)
โอเปิล คอร์ซา รุ่นที่ 3
โอเปิล คอร์ซา รุ่นที่ 3 ผลิตระหว่างปี พ.ศ. 2543-2549 โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Corsa C มีเครื่องยนต์ 6 ขนาด คือ 1.0 ,1.2 ,1.3 ,1.4 ,1.7 และ 1.8 ลิตร และมีตัวถัง 5 แบบคือแฮทช์แบค 3 ประตู ,แฮทช์แบค 5 ประตู ,ซีดาน 4 ประตู ,รถตู้ 2 ประตูและรถกระบะ 2 ประตู
คอร์ซารุ่นนี้ มีการทำตลาดเฉพาะในแถบยุโรปและแอฟริกาเท่านั้น ซึ่งมีการทำตลาดในเยอรมนี ,สเปน ,บราซิล ,แอฟริกาใต้ ,อียิปต์ ,อาร์เจนตินาและเอกวาดอร์ และรุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่มีการใช้เกียร์กึ่งอัตโนมัติ (Semi-Automatic) มาใช้ควบคู่กับเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ
รุ่นที่ 4 (พ.ศ. 2549-2557)

สล็อตออนไลน์

ในปลายปี ค.ศ. 1992 แอลเอสรุ่นแรกได้รับการปรับโฉมเล็กน้อย (Minor Change) โดยจะยึดข้อคิดเห็นของผู้ใช้รถและผู้ขายเป็นสำคัญ เช่น เพิ่มขนาดของดิสก์เบรก, เพิ่มขนาดฐานล้อ, แสดงผลอุณหภูมิภายนอก, มาตรวัดระยะทางแบบดิจิตอล, เปลี่ยนไปใช้เครื่องปรับอากาศแบบ Non-CFC และเทคโนโลยีอื่นๆอีกมาก ทำให้ราคาของรุ่นแรกหลังปรับโฉมแล้ว ขึ้นไปอยู่ที่ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ยังคงมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ และประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะการส่งออก
รุ่นที่ 2 (ค.ศ. 1994 – 2000) เล็กซัส แอลเอส รุ่นที่ 2 เล็กซัส แอลเอส รุ่นที่ 2 หรือ Lexus LS 400 (UCF20) ใช้เครื่องยนต์ 4.0 ลิตร 1UZ-FE วี8 (8สูบ) กำลังสูงสุด 260 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 336 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.5 วินาที แอลเอสรุ่นที่ 2 ได้รับการพัฒนาในเรื่องของฉนวนกันเสียงภายนอก, ความแข็งแกร่งของตัวถัง, พัฒนาระบบเบรก, อากาศพลศาสตร์ (ความต้านลมลดลงเหลือ 0.28), เพิ่มระยะฐานล้อขึ้น 36 มิลลิเมตร, และตัวรถเบาลง, ประหยัดน้ำมันมากขึ้น, ปรับปรุงช่วงล่างและกันชน ด้านการตกแต่งภายใน มีการใช้เทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศแบบ Dual Zone คือ ใช้ระบบปรับอากาศแยกส่วน ซ้าย-ขวา สามารถปรับตั้งเครื่องปรับอากาศได้ต่างกัน, เครื่องเล่น CD แบบใส่ได้หลายแผ่น และกดปุ่มเปลี่ยนแผ่นได้, ระบบนำทางจีพีเอส และอื่นๆ ราคาในช่วงนี้อยู่ที่ประมาณ 51,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในปลาย ค.ศ. 1997 แอลเอสรุ่นที่สอง ได้มีการปรับโฉม Minor Change ครั้งนี้ แอลเอสได้เปลี่ยนไปใช้เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด และเครื่องยนต์หัวฉีดแบบ VVT-i (เครื่องแบบเดียวกับที่เริ่มในในโตโยต้า โคโรลล่า (อัลติส) รุ่นที่ 9 ในอีก 5 ปีถัดมา) ด้านภายใน ก็มีการใช้จอแสดงผลแบบดิจิตอล แสดงตัวเลขความเร็วเฉลี่ย อัตราการใช้น้ำมันแบบเฉลี่ยและเรียลไทม์ ซึ่งคำนวณจากคอมพิวเตอร์ในรถยนต์ และยังมีระบบสั่งการผ่านระบบไวร์เลส เพื่อส่งสัญญาณคำสั่ง เช่น ติดตั้งระบบประตูโรงรถแบบไฟฟ้า แล้วติดตั้งอุปกรณ์ไวร์เลสของเล็กซัสเข้าไป จะสามารถกดปุ่มสั่งให้ประตูโรงรถเปิดได้จากในรถ โดยไม่ต้องลงจากรถ และไม่ต้องให้ผู้อื่นมาเปิดให้ รวมทั้งระบบ Smart Entry คือใช้กุญแจแบบ Keyless (แบบไม่ต้องเสียบแล้วบิด เข้าไปในรถแล้วกดปุ่มสตาร์ทบนกุญแจ), ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และอีกมากมาย รุ่นที่ 3 (ค.ศ. 2000 – 2006) เล็กซัส แอลเอส รุ่นที่ เล็กซัส แอลเอส รุ่นที่ 3 หรือ Lexus LS 430 (UCF30) ใช้เครื่องยนต์ 4.3 ลิตร 3UZ-FE วี8 (8สูบ) กำลังสูงสุด 290 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 434 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.7 วินาที ความต้านลมลดลงเหลือ 0.26

jumboslot

แอลเอสรุ่นที่ 3 มีระบบจอแสดงผลแบบแอลซีดีทัชสกรีน (จอสัมผัส) อยู่กลางคอนโซล มีเครื่องฟอกอากาศในรถ และอีกมากมาย ราคาในช่วงนี้ รุ่นมาตรฐานอยู่ที่ 55,000 ดอลลาร์สหรัฐ และรุ่นท็อปอยู่ที่ราว 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ Minor Change ของรุ่นที่ 3 ปรับโฉมใน ค.ศ. 2003 ครั้งนี้ เปลี่ยนไปใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ไฟท้ายแบบแอลอีดี มีถุงลมนิรภัยที่เข่า, บลูทูธ, กล้องมองหลัง (Rear View Camera), ระบบสัญญาณเตือนเมื่อเข้าใกล้วัตถุเกินไป (ป้องกันการชน) รวมไปถึงกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ ส่งสัญญาณปลดล็อกประตูได้โดยเจ้าของไม่ต้องควักกุญแจออกจากกระเป๋า แอลเอส รุ่นที่ 4 หรือ Lexus LS 460 (USF40) ใช้เครื่องยนต์ 4.6 ลิตร 1UR-FSE วี8 ให้กำลังสูงสุด 380 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 498 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด AA80E เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 5.7 วินาที นอกจากนี้ นังมีรุ่นพิเศษ 460L เป็นรุ่นตัวถังยาว ฐานล้อยาว ราคาอยู่ที่ประมาณ 61,000 ดอลลาร์ สำหรับรุ่นมาตรฐาน และ 71,000 ดอลลาร์สำหรับรุ่น 460L ในรุ่นนี้ ยุติการผลิตแอลเอสในประเทศญี่ปุ่น เพราะความที่โตโยต้า เมื่อมีแอลเอสอยู่ในเครือเล็กซัส แล้วมีรถเกรดใกล้เคียงกับแอลเอสขายในญี่ปุ่นด้วย ทำให้ขัดยอดขายกันเอง โตโยต้าจึงจำต้องแยกตลาดออกไปโดยให้แอลเอส ไปขายอยู่ในแถบอเมริกา และประเทศที่นิยมพวงมาลัยซ้าย ส่วนแถบเอเชีย จะใช้ โตโยต้า คราวน์ มาเจสตา และ โตโยต้า เซลซิเออร์ ค.ศ. 2007 เล็กซัสออกรถรุ่น แอลเอส ไฮบริดออกมา ขายควบคู่กับแอสธรรมดา ซึ่งรถไฮบริดเป็นรถที่ใช้แบตเตอรี่แบบพิเศษ มีการจัดการระบบไฟฟ้าต่างจากรถทั่วไป โดยที่รถไฮบริดสามารถชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ และนำไฟฟ้าจากแบตเตอรี่มาช่วยในการขับขี่ในบางช่วงจังหวะ ทำให้ลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 20-50% แล้วแต่นิสัยการขับขี่ ส่วนไมเนอร์เชนจ์ของรุ่นที่ 4 เกิดใน ค.ศ. 2009 ปัจจุบัน ราคาของแอลเอสในต่างประเทศ อยู่ที่ประมาณ 71,000-93,000 ดอลลาร์สหรัฐ (2.3-3.0 ล้านบาท) แต่ในประเทศไทย เนี่องจากมีต้นทุนสูงจากภาษีนำเข้า ราคาในประเทศไทย อยู่ที่ 9.24 – 11.14 ล้านบาท ตลอดเวลาที่ผ่านมา เล็กซัส แอลเอส มีชื่อเสียงในแง่ดีมาตลอด ทั้งปฏิกิริยาทางสังคม ยอดขาย และรางวัล แอลเอสได้รับรางวัลมาแล้วนับไม่ถ้วน เช่น รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีระดับโลก (World Car of the Year) ประจำปี 2007, รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีระดับนานาชาติ (International Car of the Year) 2007, รถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี ระดับโลก จากนิตยสาร Wheels, Car and Driver, Consumer Reports, Fleet World, MotorWeek และยังได้รับรางวัลประเภทระบบความปลอดภัยยอดเยี่ยม จาก Auto Build, Kiplinger และระบบการป้องกันการโจรกรรมยอดเยี่ยมจาก What Car, รางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยม จากชมรมวิศวกรยานยนต์นานาชาติ (Society of Automotive Engineers International) และรางวัลเกียรติยศด้านวิศวกรรมเครื่องยนต์จาก Ward’s

slot

เปอโยต์ 406

เปอโยต์ 406 เป็นรถยนต์นั่งขนาดกลางรุ่นหนึ่งของเปอโยต์ เริ่มผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยมาทดแทนเปอโยต์ 405 และเลิกผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2548 โดยมีเปอโยต์ 407 เข้ามาทดแทน แต่เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2541-2548 โดยบริษัทยนตรกิจ คอร์เปอเรชั่น ถือเป็นรถยนต์นั่งขนาดกลางของเปอโยต์รุ่นสุดท้ายที่ประกอบในประเทศไทย โดยเป็นรถประกอบแบบ CKD (Complete Knock-Down) ซึ่งเป็นรถเปอโยต์อีกรุ่นหนึ่งที่ขายดีในประเทศไทย และมีให้เห็นอยู่บ้างตามท้องถนนในประเทศไทย
เปอโยต์ 406 มีเครื่องยนต์ 7 ขนาด คือ 1.6 ,1.8 ,1.9 ,2.0 ,2.1 ,2.2 และ 2.9 ลิตร และมีตัวถัง 3 แบบ คือ ซีดาน 4 ประตู ,คูเป้ 2 ประตู และสเตชันวากอน 5 ประตู โดยในประเทศไทยจะมีให้เห็นเฉพาะรุ่น 4 ประตูเท่านั้น

jumbo jili

ในปี พ.ศ. 2542 ได้มีการปรับโฉม Minorchange เล็กน้อยก่อนที่จะยุติการผลิตในปี พ.ศ. 2548
รถเปอโยต์ยานพาหนะตำรวจผลิตภัณฑ์ที่ออกในปี พ.ศ. 2539 คาดการณ์ว่ากลุ่มชนเจอร์แมนิกตั้งแต่ยุคสัมฤทธิ์ไปจนถึงยุคเหล็กก่อนการก่อตั้งกรุงโรมนั้น เดิมอยู่อาศัยบริเวณทางใต้ของสแกนดิเนเวียไปจนถึงตอนเหนือของเยอรมนี พวกเขาขยายอาณาเขตไปทางใต้ ตะวันตกและตะวันออก จนได้รู้จักและติดต่อกับชาวเคลต์ในดินแดนกอล รวมไปถึงกลุ่มชนอิหร่าน, ชาวบอลติก, ชาวสลาฟ ซึ่งอาศัยอยู่ในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก ต่อมา กรุงโรมภายใต้จักรพรรดิเอากุสตุส เริ่มการรุกรานดินแดนที่เป็นประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน และแผ่ขยายดินแดนครอบคลุมทั่วลุ่มแม่น้ำไรน์และเทือกเขายูรัล ในค.ศ. 9 กองทหารโรมันสามกองนำโดยวาริอุสได้พ่ายแพ้ให้กับอาร์มินีอุสแห่งชนเผ่าเครุสค์ ต่อมาในค.ศ. 100 ในช่วงที่ตากิตุสเขียนหนังสือ Germania กลุ่มชนเผ่าเยอรมันก็ต่างได้ตั้งถิ่นฐานตลอดแม่น้ำไรน์และแม่น้ำดานูบ และเข้าครอบครองดินแดนเกือบทั้งหมดในส่วนที่เป็นประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน

สล็อต

ในศตวรรษที่ 3 ได้มีการเกิดขึ้นของเผ่าเยอรมันขนาดใหญ่หลายเผ่าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นชนอลามันน์ (Alemanni), ชาวแฟรงก์ (Franks), ชาวชัตต์ (Chatti), ชาวแซกซอน (Saxons), ชาวซีกัม (Sicambri), และชาวเทือริง (Thuringii) ราวค.ศ. 260 พวกชนเผ่าเยอรมันเหล่านี้ก็รุกเข้าไปในดินแดนในความควบคุมของโรมัน ภายหลังการรุกรานของชาวฮันในปี ค.ศ. 375 และการเสื่อมอำนาจของโรมันตั้งแต่ปี ค.ศ. 395 เป็นต้นไป พวกชนเผ่าเยอรมันก็ยิ่งรุกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ชนเผ่าเยอรมันขนาดใหญ่เหล่านี้เข้าครอบงำชนเผ่าเยอรมันขนาดเล็กต่าง ๆ เกิดเป็นดินแดนของชนเผ่าเยอรมันในบริเวณที่เป็นประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน อาณาจักรแฟรงก์ตะวันออกและจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (ค.ศ. 843–1815)
อาณาจักรแฟรงก์และการขยายดินแดน และถูกแบ่งออกเป็นสามอาณาจักรในปี 843
ในค.ศ. 800 ชาร์เลอมาญ กษัตริย์แห่งชาวแฟรงก์ ได้ปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งชาวโรมัน และสถาปนาจักรวรรดิการอแล็งเฌียง ต่อมาในปีค.ศ. 840 ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นจากการแย่งชิงบัลลังก์ในหมู่พระโอรสของจักรพรรดิหลุยส์ผู้ศรัทธา สงครามกลางเมืองครั้งนี้จบลงในปี 843 โดยการแบ่งจักรวรรดิการอแล็งเฌียงออกเป็นสามอาณาจักรอันได้แก่

สล็อตออนไลน์

อาณาจักรแฟรงก์กลาง – บริเวณเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก ตะวันออกของฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และภาคเหนือของอิตาลี
อาณาจักรแฟรงก์ตะวันออก – บริเวณเยอรมนี ออสเตรีย เช็กเกีย สโลวะเกีย ฮังการี สโลวีเนีย โครเอเชีย และบางส่วนของบอสเนีย
อาณาจักรแฟรงก์ตะวันตก – บริเวณตอนกลางและตะวันตกของฝรั่งเศส
อาณาจักรแฟรงก์ตะวันออกแผ่ขยายดินแดนอย่างมากมายครอบคลุมถึงอิตาลีในรัชสมัยพระเจ้าออทโทที่ 1 ในปีค.ศ. 962 พระองค์ก็ปราบดาตนขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งชาวโรมันตามแบบอย่างชาร์เลอมาญ และสถาปนาราชวงศ์ออทโท ถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในศตวรรษที่ 18 จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ภายใต้ราชวงศ์ฮาพส์บวร์คมีดินแดนในอาณัติกว่า 1,800 แห่งทั่วยุโรป
อาณาเขตของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ เดิมที ราชอาณาจักรปรัสเซียเป็นดินแดนหนึ่งในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และยอมรับนับถือจักรพรรดิในกรุงเวียนนาเป็นเจ้าเหนือหัว อย่างไรก็ตาม ปรัสเซียเริ่มแตกหักกับราชวงศ์ฮาพส์บวร์คเมื่อจักรพรรดิคาร์ลที่ 6 เสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 1740 ทายาทของจักรพรรดิคาร์ลมีเพียงพระราชธิดาเท่านั้น พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซีย ทรงคัดค้านการให้สตรีครองบัลลังก์จักรวรรดิมาตลอด พระเจ้าฟรีดริชที่ 2 ทรงเปิดฉากรุกรานดินแดนไซลีเซียของราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค เกิดเป็นสงครามไซลีเซียครั้งที่หนึ่ง และบานปลายเป็นสงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรียที่มีอังกฤษและสเปนเข้ามาร่วมอยู่ฝ่ายเดียวกับปรัสเซีย สงครามครั้งนี้จบลงด้วยความเสียเปรียบของฮาพส์บวร์ค ราชสำนักกรุงเวียนนาต้องสูญเสียดินแดนจำนวนมากแก่ปรัสเซียและพันธมิตร ราชสำนักกรุงเบอร์ลินแห่งปรัสเซียได้ผงาดบารมีขึ้นมาเป็นขั้วอำนาจใหม่ในจักรวรรดิเทียบเคียงราชสำนักกรุงเวียนนา แม้ว่าโดยนิตินัยแล้ว ปรัสเซียจะยังคงถือเป็นดินแดนหนึ่งในจักรวรรดิภายใต้ราชวงศ์ฮาพส์บวร์คก็ตาม

jumboslot

สมาพันธรัฐเยอรมันและจักรวรรดิเยอรมัน (ค.ศ. 1815–1918) พระเจ้าวิลเฮล์มแห่งปรัสเซียประกาศตนขึ้นเป็นจักรพรรดิเยอรมัน ณ พระราชวังแวร์ซายในกรุงปารีส หลังมีชัยในสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ต้องสูญเสียดินแดนมากมายแก่ฝรั่งเศสในช่วงสงครามนโปเลียน ทำให้ในปีค.ศ. 1806 จักรพรรดิฟรันซ์ที่ 2 ทรงประกาศยุบจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ และสถาปนาจักรวรรดิออสเตรียขึ้นมาแทน เมื่อนโปเลียนถูกโค่นล้มและถูกเนรเทศไปเกาะเอลบาในปี 1814 ได้มีการจัดการประชุมใหญ่แห่งเวียนนาขึ้นเพื่อจัดระเบียบทวีปยุโรปเสียใหม่ ราชอาณาจักรปรัสเซียและจักรวรรดิออสเตรียได้ร่วมมือกันให้มีการรวมกลุ่มอย่างหลวม ๆ ของรัฐเยอรมันทั้งหลาย จัดตั้งขึ้นเป็น “สมาพันธรัฐเยอรมัน” เพื่อรวมความเป็นรัฐชาติและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวเยอรมันอีกครั้ง แม้ปรัสเซียจะพยายามผลักดันให้พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 3 แห่งปรัสเซีย ดำรงตำแหน่งองค์ประธานสมาพันธรัฐเยอรมันแต่ก็ไม่เป็นผล รัฐสมาชิก 39 แห่งกลับลงมติยอมรับนับถือจักรพรรดิฟรันซ์ที่ 1 แห่งออสเตรีย เป็นองค์ประธานสมาพันธรัฐเยอรมัน ในปี 1864 ความขัดแย้งระหว่างออสเตรียกับปรัสเซียขึ้นอีกครั้ง และบานปลายเป็นสงครามออสเตรีย-ปรัสเซีย หรือที่เรียกว่า “สงครามพี่น้อง” สงครามครั้งนี้จบลงด้วยชัยชนะอย่างงดงามของปรัสเซีย ออสเตรียสูญเสียอิทธิพลเหนือรัฐเยอรมันตอนใต้ทั้งหมดและจำยอมยุบสมาพันธรัฐเยอรมันในวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1866 และนำไปสู่การสถาปนา “สมาพันธรัฐเยอรมันเหนือ” ที่มีกษัตริย์แห่งปรัสเซียเป็นองค์ประธาน และภายหลังปรัสเซียมีชัยในสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซียในปี 1871 รัฐสภาแห่งสมาพันธรัฐเยอรมันเหนือได้มีมติให้เปลี่ยนชื่อสมาพันธรัฐเป็นจักรวรรดิ และมีมติให้พระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 แห่งปรัสเซีย ดำรงตำแหน่งเป็นจักรพรรดิเยอรมัน ถือเป็นการสถาปนาจักรวรรดิเยอรมันอย่างเป็นทางการ

slot